เนชั่นทีวี

ข่าว

“อนุทิน” ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 เปิดทางสมการรัฐบาลขยับได้ ยันพรรคร่วมไร้คลื่นใต้น้ำ

24 ต.ค. 2569 | thunchanok_kul

“อนุทิน” ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 เปิดทางสมการรัฐบาลขยับได้ ยันพรรคร่วมไร้คลื่นใต้น้ำ

“อนุทิน” ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 เปิดทางสมการรัฐบาลขยับได้ ยันพรรคร่วมไร้คลื่นใต้น้ำ ชู ครม. ผสมมืออาชีพ นักการเมือง ทำงานเป็นหนึ่งเดียว ย้ำทุกนโยบายเป็นผลงานรัฐบาลร่วมกัน วางเสถียรภาพการเมืองเป็นฐานขับเคลื่อนงาน

“อนุทิน” ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 เปิดทางสมการรัฐบาลขยับได้ ยันพรรคร่วมไร้คลื่นใต้น้ำ ชู ครม. ผสมมืออาชีพ นักการเมือง ทำงานเป็นหนึ่งเดียว ย้ำทุกนโยบายเป็นผลงานรัฐบาลร่วมกัน วางเสถียรภาพการเมืองเป็นฐานขับเคลื่อนงาน

KEY

POINTS

  • เปิดทางพรรคที่ 3: "อนุทิน" ไม่ปิดประตูพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ยันถ้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็พร้อมเปิดรับ
  • ยันไร้คลื่นใต้น้ำ: สยบข่าวเกาเหลาพรรคร่วม ชี้มีแต่ "ระบบจากุซซี" หนุนทำงาน ย้ำทุกนโยบายเป็นผลงานร่วมกัน
  • ชม ครม.มืออาชีพ: ชมรัฐมนตรีคนนอกสายวิชาการ-ราชการ ผสานนักการเมือง ดันนโยบายไร้สะดุด

24 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ในจังหวะที่เริ่มมีกระแสจับตาความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองนอกกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม

 

นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลว่า ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่การตัดสินใจต้องไม่เกิดขึ้นเพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องมองประโยชน์ประเทศเป็นหลัก

 

ส่วนรัฐบาลซึ่งมีพรรคร่วมหลัก 2 พรรค มีโอกาสเพิ่มพรรคที่ 3 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นรัฐบาล นอกจากทำงานให้ประชาชนและประเทศแล้ว ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ในทางการเมือง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุด เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของเราให้มันเป็นรูปธรรม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนกระแสความร่วมมือกับพรรคกล้าธรรม นายอนุทิน ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ แต่ต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ รวมถึงผลลัพธ์ว่าประเทศและประชาชนจะได้อะไร รัฐบาลจะแข็งแรงขึ้นหรือไม่ และคนที่จะเข้ามามีศักยภาพช่วยงานเพียงใด

 

โดยหากเงื่อนไขดังกล่าวเข้าเป้าหมายหลัก ทั้งประโยชน์ประเทศ ประโยชน์ประชาชน และความเข้มแข็งของรัฐบาล โอกาสที่มันเกิดขึ้นก็มี แต่ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุและสถานการณ์ประกอบก่อนจะนำไปสู่ผลทางการเมือง

 

ส่วนกรณีถูกถามว่า หากพรรคกล้าธรรมลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะถือเป็นการเปิดประตูสู่การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบรับตรงๆ โดยย้ำว่า ต้องรอให้เหตุเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยพิจารณาผลที่ตามมา

 

นายอนุทิน กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือว่าเป็นกระบวนการตามระบบรัฐสภา และเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเลือกใช้ผลงานและสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นคำตอบต่อประชาชนมากกว่าเปิดการปะทะทางการเมือง ตรงนั้นเป็นกระบวนการในระบบรัฐสภา ตนไม่วิพากษ์วิจารณ์ ถือว่าพวกเขาใช้สิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

 

ส่วนความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล และมีกระแสคลื่นใต้น้ำ นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาระหว่างพรรคร่วม และระบุด้วยอารมณ์ขันว่า หากมีคลื่นก็เป็น “ระบบจากุซซี” ที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งภายใน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีพรรคหลัก 2 พรรค แต่เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว ทุกโครงการที่ต้องผ่านมติ ครม. ถือเป็นผลงานของรัฐบาลร่วมกัน ไม่มีการแบ่งว่าเป็นผลงานของพรรคใด เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนและประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันเอาหน้าทางการเมือง

 

โดยได้ยกโครงการป่าสัก–เจ้าพระยา–อ่าวไทย วงเงิน 165,000 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่า หากรัฐบาลมัวคิดว่าเป็นผลงานของพรรคใด โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้อาจเดินหน้าไม่ได้ แต่รัฐบาลเลือกผลักดันเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว วันนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ตนคิดการเมืองก่อนไม่ได้ ตนต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน ไม่ใช่การเมือง

 

นายอนุทิน ได้ประเมินผลงานรัฐมนตรีมืออาชีพจากภายนอกว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยกล่าวถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าแต่ละคนมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

 

โดยมองว่า จุดแข็งของ ครม.คือการผสมคนจากภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคมืออาชีพเข้าด้วยกัน คนจากการเมืองมีความใกล้ชิดประชาชน ขณะที่คนจากระบบราชการและวิชาชีพเข้าใจข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกรัฐ สามารถช่วยกันหาทางออกเพื่อผลักดันนโยบายได้

 

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ตลอดการประชุม ครม.ไม่เคยมีความขัดแย้งจนเป็นปัญหาต่อการทำงาน และพรรคร่วมให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยมองว่าความมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถวางนโยบายระยะกลางและระยะยาว รวมถึงผลักดันมาตรการต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น

ข่าวล่าสุด