นอกจากนี้ ดร.วสุวีร์ ได้ยกตัวอย่างการขับเคลื่อน AI Transformation ในระดับท้องถิ่น ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเตรียมนำไปร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีสัมมนา โดยระบุว่า เกาหลีใต้ได้นำแนวคิด Harness AI เข้ามาปรับใช้ โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งอยู่หน้างานและสัมผัสกับปัญหาโดยตรง ระบุรายละเอียดปัญหาและความต้องการผ่านคำสั่ง (Prompt) จากนั้นระบบ AI ซึ่งมีความสามารถในการสร้างชุดคำสั่ง (Code Generation) จะประมวลผลและสร้างออกมาเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นำไปใช้งานได้จริง
โมเดลดังกล่าวส่งผลให้บุคลากรหน้างานสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดทันที โดยไม่ต้องสื่อสารผ่านคนกลางหรือโปรแกรมเมอร์ภายนอกที่ไม่เข้าใจบริบทหน้างาน ที่สำคัญการพัฒนาและติดตั้งในรูปแบบ "Local AI" ภายในหน่วยงาน ยังช่วยลดภาระงบประมาณค่าบริการสมาชิกรายเดือน ซ้ำยังป้องกันความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย ดร.วสุวีร์ สะท้อนว่า การใช้งาน AI ในภาครัฐและองค์กรส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงรูปแบบแชตบอต (Chatbot) หรือ Generative AI ทั่วไปในการตอบคำถาม ยังไม่ก้าวหน้าไปถึงการวางระบบท่อส่งข้อมูล (Pipeline) ด้านหลังบ้านเพื่อสร้างแอปพลิเคชันแก้ปัญหาเฉพาะด้านเหมือนที่ต่างประเทศเริ่มทำ
ดร.วสุวีร์ มองว่า ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานในไทยควรเริ่มปรับโครงสร้างการนำ AI มาใช้ในเชิงปฏิบัติการจริง โดยสร้างระบบที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่หน้างานได้เป็นผู้ร่วมสร้างแนวทางแก้ไขปัญหา (Solution) ตรวจสอบความถูกต้อง และนำไปใช้จริงในระบบงาน จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการมอง AI เป็นเพียงกระแสหรือเครื่องมือไลฟ์สไตล์ฉาบฉวย