เนชั่นทีวี

ข่าว

ดัชนีนิติธรรมไทย 2026 ร่วงอันดับ 80 โลก สอบผ่านความสงบข้อเดียว

24 ต.ค. 2569 | titayu_pur

ดัชนีนิติธรรมไทย 2026 ร่วงอันดับ 80 โลก สอบผ่านความสงบข้อเดียว

WJP เผยดัชนีหลักนิติธรรมไทยปี 2026 ร่วงอยู่อันดับ 80 ของโลก ปราบโกงวูบ-บังคับใช้กฎหมายถดถอย สอบผ่านเพียงความสงบข้อเดียว สะท้อนความท้าทายการตรวจสอบอำนาจรัฐ

WJP เผยดัชนีหลักนิติธรรมไทยปี 2026 ร่วงอยู่อันดับ 80 ของโลก ปราบโกงวูบ-บังคับใช้กฎหมายถดถอย สอบผ่านเพียงความสงบข้อเดียว สะท้อนความท้าทายการตรวจสอบอำนาจรัฐ

KEY

POINTS

  • อันดับโลกถดถอย: ไทยได้ 0.50 คะแนน หล่นมาอันดับ 80 ของโลก (อันดับ 10 ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก) จากทั้งหมด 143 ประเทศ
  • สอบผ่านเพียงมิติเดียว: ประเทศไทยได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเฉพาะด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ส่วนอีก 7 มิติต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด
  • กระทบความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ: TIJ ชี้หลักนิติธรรมที่เข้มแข็งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นด้านการลงทุน FDI เสถียรภาพราคา และการเข้าสู่สมาชิก OECD

24 ตุลาคม 2569 องค์กร The World Justice Project (WJP) เผยแพร่รายงานดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมประจำปี 2026 (WJP Rule of Law Index 2026) จัดอันดับประเทศไทยร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 80 จาก 143 ประเทศทั่วโลก หลังคะแนนด้านการปราบปรามคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมายลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสอบผ่านเพียงมิติความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ขณะที่สถาบัน TIJ ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นดึงดูดการลงทุนทางเศรษฐกิจ

 

The World Justice Project (WJP) เผยแพร่ดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมประจำปี 2026 (WJP Rule of Law Index® 2026) โดยประเทศไทยได้คะแนนรวม 0.50 จากคะแนนเต็ม 1 อยู่ในอันดับ 80 จาก 143 ประเทศและเขตอำนาจทั่วโลก ปรับลงจากอันดับที่ 77 ในปีที่ผ่านมา

 

สำหรับการจัดอันดับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 10 จาก 15 ประเทศ และอยู่ในอันดับ 24 จาก 44 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง

 

ผลประเมินสะท้อนความท้าทายในการเสริมสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการลดอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่สัดส่วนประเทศซึ่งมีคะแนนหลักนิติธรรมลดลงยังมากกว่าประเทศที่มีคะแนนดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

ดัชนีนิติธรรมไทย 2026 ร่วงอันดับ 80 โลก สอบผ่านความสงบข้อเดียว

 

ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนการสร้างเสริมหลักนิติธรรมในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า สำหรับประเทศไทย ผลประเมินฉบับนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดแนวทางยกระดับหลักนิติธรรม ทั้งการเสริมสร้างความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการลดอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม เราควรจะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกับประสบการณ์ของประชาชน เพื่อให้เข้าใจว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ควรเร่งแก้ไขเรื่องใด และจะติดตามความก้าวหน้าอย่างไร

“เป้าหมายคือการทำให้กฎหมายและสถาบันต่าง ๆ สามารถสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยใช้หลักฐานและข้อมูลเชิงประจักษ์เข้ามาช่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ผู้อำนวยการ TIJ ยังได้ระบุถึงมิติทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับหลักนิติธรรม ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้กล่าวถึงอย่างจำเพาะด้วยว่า หลักนิติธรรมที่เข้มแข็งมีความสัมพันธ์กับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพด้านราคา และความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของประเทศ แม้ข้อมูลนี้จะไม่ได้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรง แต่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาพิจารณาควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ควบคู่ไปกับกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571

“กติกาที่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เข้าถึงได้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนอนาคตได้ การยกระดับหลักนิติธรรมจึงเป็นการลงทุนในรากฐานของประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน” ดร. พิเศษ กล่าว

ภาพรวมโลกถดถอยต่อเนื่อง ไทยเกาะกลุ่ม

 

รายงานผลดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมปี 2026 ครอบคลุม 143 ประเทศและเขตอำนาจทั่วโลก โดย 62% มีคะแนนหลักนิติธรรมลดลง และ 38% มีคะแนนดีขึ้น แม้จำนวนประเทศที่มีคะแนนลดลงจะน้อยกว่าปีก่อน แต่สัดส่วนประเทศที่ถดถอยยังมากกว่าประเทศที่ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยมีเดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์อยู่ในสามอันดับแรกของโลก

 

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 11 จาก 15 ประเทศมีคะแนนลดลง นิวซีแลนด์อยู่ในอันดับ 1 ของภูมิภาคและอันดับ 7 ของโลก ตามด้วยออสเตรเลียและสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 10 และสามอันดับท้ายของภูมิภาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา

 

ดัชนีนิติธรรมไทย 2026 ร่วงอันดับ 80 โลก สอบผ่านความสงบข้อเดียว

 

WJP ระบุว่า แรงกดดันและการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมจากฝ่ายบริหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและทางอาญาทั่วโลกอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน การจำกัดพื้นที่แสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างสถาบันที่ตรวจสอบได้ และกระบวนการยุติธรรมที่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สอบผ่านความสงบ สอบตก 7 มิติ

 

จากรายงานฉบับล่าสุด เมื่อเปรียบเทียบคะแนนรายปัจจัยกับค่าเฉลี่ยโลก พบว่า ประเทศไทยมีคะแนนด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ส่วนอีก 7 ปัจจัยยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ดังนี้

 

  • ปัจจัยที่ 1 การจำกัดอำนาจรัฐอย่างเหมาะสม: ไทย 0.47 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.53 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 2 การปราศจากการคอร์รัปชัน: ไทย 0.44 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.51 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 3 รัฐบาลที่โปร่งใส: ไทย 0.48 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.52 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 4 สิทธิขั้นพื้นฐาน: ไทย 0.49 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.55 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 5 ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง: ไทย 0.75 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.72 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 6 การบังคับใช้กฎหมาย: ไทย 0.44 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.54 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 7 กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง: ไทย 0.50 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.54 คะแนน
  • ปัจจัยที่ 8 กระบวนการยุติธรรมทางอาญา: ไทย 0.42 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 0.47 คะแนน

 

คะแนนปราบโกงลดต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ พบด้วยว่ามีสองปัจจัยที่ประเทศไทยได้คะแนนลดลงเมื่อเทียบกับคะแนนในปี 2025 ได้แก่ การปราศจากคอร์รัปชัน (เดิม 0.45) และการบังคับใช้กฎหมาย (0.45)

 

เมื่อประเมินภาพรวมในรอบ 5 ปี (2021–2026) มิติการปราศจากการทุจริตมีคะแนนหดตัวรุนแรงถึง 5.6% เช่นเดียวกับประเด็นด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎระเบียบที่ลดลงถึง 4.0% ในขณะที่คะแนนในปัจจัยอื่น ๆ ไม่ต่างจากเดิม

 

ดัชนีนิติธรรมไทย 2026 ร่วงอันดับ 80 โลก สอบผ่านความสงบข้อเดียว  

 

“ตรวจสอบอำนาจรัฐ” ติดลบ!

 

รายงานฉบับรายประเทศยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีผลประเมินลดลงในประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการจำกัดอำนาจรัฐบาลโดยฝ่ายตุลาการ ทั้งยังอยู่ในกลุ่มประเทศกว่า 86% ทั่วโลกที่เผชิญการถดถอยในกลไกป้องกันการใช้อำนาจแบบอำนาจนิยมอย่างน้อยหนึ่งด้าน ได้แก่ การจำกัดอำนาจรัฐบาล รัฐบาลที่เปิดเผยโปร่งใส และสิทธิขั้นพื้นฐานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่การเข้าถึงความยุติธรรมทางแพ่งยังต้องพัฒนา แม้มากกว่าครึ่งของประเทศที่ได้รับการประเมินจะมีพัฒนาการดีขึ้นในด้านการเข้าถึงและความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (54%) และกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ (52%) ภายใต้มิติการประเมินด้านการเข้าถึงความยุติธรรมทางแพ่ง แต่ประเทศไทยกลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีพัฒนาการดีขึ้นในสองประเด็นดังกล่าว

 

หลักนิติธรรมโยงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

 

WJP นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพด้านราคา และความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำ โดยพบว่า

 

  • ประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 14,406 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีคะแนนหลักนิติธรรมตั้งแต่ 0.68 ขึ้นไป
  • ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าค่ามัธยฐานที่ 3.23% มีคะแนนหลักนิติธรรมตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป
  • ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ในระดับที่เหมาะแก่การลงทุน ตั้งแต่ AAA ถึง BBB มีคะแนนหลักนิติธรรมตั้งแต่ 0.66 ขึ้นไป

 

ข้อมูลเชิงสถิตินี้แสดงให้เห็นว่า “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือ “ความเชื่อมั่นด้านการลงทุน” เมื่อรัฐมีกลไกจำกัดอำนาจที่โปร่งใส มีการบังคับใช้สัญญาที่ได้มาตรฐาน และมีมาตรการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินอย่างรัดกุม ภาคธุรกิจย่อมสามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการลงทุนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม

 

แม้บริบทนี้จะไม่ได้ชี้ว่าหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลได้ตอกย้ำว่า นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ จะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้หากปราศจากความมั่นคงทางกฎหมาย การยกระดับหลักนิติธรรมจึงเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ โปร่งใส และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ข่าวล่าสุด