เนชั่นทีวี

Business

ศุภจี ลุยดัน Soft Power ต่อยอดหลังจบประชุม IMF-World Bank

23 ต.ค. 2569 | titayu_pur

ศุภจี ลุยดัน Soft Power ต่อยอดหลังจบประชุม IMF-World Bank

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง ต่อยอด Soft Power ไทย หลังจบประชุม IMF-World Bank 2026 สร้างรายได้ยั่งยืน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง ต่อยอด Soft Power ไทย หลังจบประชุม IMF-World Bank 2026 สร้างรายได้ยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ต่อยอดเวทีระดับโลก: ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สั่งต่อยอดความประทับใจผู้เข้าร่วมงาน IMF-World Bank 2026 กว่า 20,000 คน ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • ผนึกกำลัง 3 กระทรวง: บูรณาการกระทรวงพาณิชย์ วัฒนธรรม และท่องเที่ยวฯ ร่วมสร้างแบรนด์สินค้า สินค้า GI ผ้าไทย และโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • สร้าง Ripple Effect ยั่งยืน: มุ่งเป้าขยายผลต่อเนื่องเพื่อเพิ่มยอดขาย การจ้างงาน การเข้าถึงแหล่งทุนผ่าน IP Finance และการกระจายรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว

23 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์แสดงมุมมองผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังเสร็จสิ้นงาน ประชุมการเงินโลก หรือ IMF-World Bank 2026 โดยได้สั่งการเร่งด่วนให้บูรณาการ การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสร้างปรากฏการณ์ Ripple Effect ต่อยอดความประทับใจของผู้ร่วมงานกว่า 20,000 คน สู่การขับเคลื่อน Soft Power ไทย เพิ่มโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการปรับ ครม. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยจาก Soft Power โดยระบุว่า

หลายคนอาจได้ยินคำว่า Soft Power กันบ่อย และสงสัยว่า แล้วเราจะใช้สิ่งนี้สร้างโอกาสให้คนไทยได้อย่างไร?

การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ของประเทศไทย เป็นตัวอย่างหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟังค่ะ 

 

ขอชื่นชมกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ซึ่งสามารถจัดการประชุมระดับโลกได้อย่างน่าประทับใจ และยังใช้โอกาสนี้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยให้ผู้ร่วมประชุมกว่า 20,000 คนจากทั่วโลกได้รู้จัก โดยหลายคนเดินทางมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกค่ะ

 

นอกจากการประชุมด้านเศรษฐกิจและการเงินแล้ว ผู้ร่วมประชุมยังได้สัมผัสความเป็นไทยในหลากหลายมิติ ทั้งผ้าไทยและงานหัตถกรรมที่นำมาตกแต่งสถานที่และจัดแสดง การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาหารท้องถิ่นและวัตถุดิบ GI ที่นำมาเสิร์ฟในมื้ออาหารจริง ผลงานศิลปะที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความยั่งยืน ตลอดจนการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานในมิติต่าง ๆ ค่ะ

 

สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้โอกาสเหล่านี้ไม่จบลงพร้อมกับการประชุม?

 

เพราะเมื่อผู้ร่วมประชุมได้ลองชิมอาหารไทย ก็อาจเกิดความสนใจซื้อวัตถุดิบหรือสั่งสินค้าไทยไปใช้ในต่างประเทศ เมื่อได้เห็นผ้าไทยและงานหัตถกรรม ก็อาจนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมแฟชั่นและการออกแบบ และเมื่อประทับใจประเทศไทย ก็อาจกลับมาท่องเที่ยวพร้อมครอบครัว บอกต่อคนรู้จัก หรือเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดประชุมและทำธุรกิจในอนาคต

 

ความประทับใจเหล่านี้จึงมีโอกาสต่อยอดเป็นยอดขาย การจ้างงาน และรายได้ให้กับคนไทยได้อีกมาก หากเรามีกลไกเชื่อมต่อความสนใจของผู้มาเยือนเข้ากับสินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทยอย่างจริงจังค่ะ

ในบทบาทรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควบคู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้มอบหมายให้ทั้ง 3 กระทรวงบูรณาการการทำงานร่วมกันหลังจบการประชุม เพื่อต่อยอดโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นผลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดย

 

⭐️ กระทรวงพาณิชย์ เร่งพัฒนาสินค้าและบริการไทย สร้างแบรนด์ เชื่อมช่องทางตลาดและเครือข่ายผู้ซื้อในต่างประเทศ ควบคู่กับการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่า และต่อยอดแนวคิด IP Finance เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการ

 

⭐️ กระทรวงวัฒนธรรม ส่งเสริมศิลปิน งานหัตถกรรม ผ้าไทย และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ พร้อมต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้า บริการ และโอกาสทางธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ชุมชน

 

⭐️ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำความประทับใจและความสนใจของผู้ร่วมประชุมมาต่อยอดเป็นโอกาสทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทย รวมถึงการใช้จ่ายที่กระจายไปสู่เมืองและชุมชนต่าง ๆ

 

เป้าหมายของเราคือการสร้าง Ripple Effect หรือผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ให้โอกาสที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาของการประชุม แต่ขยายต่อไปสู่การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ช่างฝีมือ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และชุมชนอย่างต่อเนื่องค่ะ

 

 

 

“ททท.” รับนโยบาย “ศุภจี” ต่อยอดเวที IMF–World Bank รุก 5 ตลาดศักยภาพ ดัน Wellness–Soft Power สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย

 

ขณะที่เพจข่าวจริงประเทศไทย รายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ขานรับนโยบายดังกล่าวของนางศุภจี โดย ททท. เตรียมนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทยผ่านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการพักผ่อน (Wellness Tourism) ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury ควบคู่กับการนำเสนอเสน่ห์ความเป็นไทย (Thainess) และเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว (Visitor Economy) พร้อมใช้ศิลปวัฒนธรรม ผ้าไทย อาหารไทย และอาหารท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวจากนานาชาติ

 

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอศิลปะการแสดงไทย อาทิ โนรา หนังใหญ่ หุ่นละครเล็ก และโขน ตลอดจนจัดแสดงประติมากรรม “เต่าตนุ” ผลงาน TAT X WISHULADA จากวัสดุเหลือใช้ และจัดกิจกรรม Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition & The Amazing Thailand Grand Fashion Show ซึ่งมีดีไซเนอร์จากกว่า 100 ประเทศร่วมออกแบบและนำเสนอผ้าไหมไทย เพื่อเผยแพร่ทุนทางวัฒนธรรมสู่ตลาดสากล เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงแหล่งผลิตและชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย สอดคล้องกับแนวทางการบูรณาการระหว่างการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

 

สำหรับการส่งเสริมตลาดในระยะต่อไป ททท. วางกลยุทธ์เจาะนักท่องเที่ยว 5 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ เวียดนาม มุ่งกลุ่มครอบครัวและชอปปิง มาเลเซีย เน้นอาหาร การชอปปิง และขยายการเดินทางสู่เมืองรอง อินโดนีเซีย ชู Wellness และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม สิงคโปร์ เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและการท่องเที่ยวคุณภาพ ส่วนไต้หวัน เน้นอาหารไทยและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ควบคู่กับแคมเปญ Go Thai Be Free เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว LGBTQ+

 

ทั้งนี้ ททท. ตั้งเป้าในปีงบประมาณ 2570 ให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 โดยมุ่งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกเป็นแรงส่งในการขยายตลาด เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้าและวัฒนธรรมไทย และผลักดันให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม

 

ข่าวล่าสุด