เนชั่นทีวี

Exclusive

บทบรรณาธิการ : 7 ข้อหาฮั้ว สว. 7 กกต. 7 วันชี้ชะตา ระบอบสีน้ำเงิน

07 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

บทบรรณาธิการ : 7 ข้อหาฮั้ว สว. 7 กกต. 7 วันชี้ชะตา ระบอบสีน้ำเงิน

บทบรรณาธิการ : 7 ข้อหาฮั้ว สว. 7 กกต. 7 วันชี้ชะตา ระบอบสีน้ำเงิน แฉพฤติกรรมขบวนการฮั้วโยง "เสนาบดี" เปิดห้องทำงานกระทรวง-สนามกอล์ฟ เคลียร์ผลประโยชน์

บทบรรณาธิการ : 7 ข้อหาฮั้ว สว. 7 กกต. 7 วันชี้ชะตา ระบอบสีน้ำเงิน แฉพฤติกรรมขบวนการฮั้วโยง "เสนาบดี" เปิดห้องทำงานกระทรวง-สนามกอล์ฟ เคลียร์ผลประโยชน์

KEY

POINTS

  • นับถอยหลัง 7 วัน! 7 เสือ กกต. เตรียมชี้ชะตากลุ่มฮั้ว สว. 229 ราย ในวันที่ 14 ก.ย. นี้
  • แฉพฤติกรรมขบวนการฮั้วโยง "เสนาบดี" เปิดห้องทำงานกระทรวง-สนามกอล์ฟเคลียร์ผลประโยชน์
  • คณะสืบสวนชงฟ้องศาลฎีกายกชุด ลุ้นผลสะเทือนการเมืองโยงความเสี่ยงยุบพร

นับถอยหลัง 7 วัน ก่อนวันลงมติของ 7 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้ว สว. หลังจากยืดคดีมายาวนานกว่า 2 ปี จนผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมาแล้วมากมาย และมีถึง 4 คนที่เป็น กกต. อยู่ในขณะนี้ด้วย 

 

“แหล่งข่าว” ที่เข้าถึง 7 เสือ กกต. ให้ข้อมูลกับ เนชั่นออนไลน์” ว่าอย่างไรก็ตาม 14 กันยายนนี้ ลงมติแน่นอน วันเดียวจบ”โดยจะพิจารณารายจังหวัด รวม 64 จังหวัดที่มี สว. และพิจารณาเป็น “รายข้อหา-รายคน” ซึ่งภาพรวมจะมี “ยกคำร้อง” บางส่วน และ “ส่งศาลฎีกา” บางส่วน

 

สำหรับการตั้งข้อหาในชั้นการพิจารณาของ กกต. นั้น มีการพิจารณารวมทั้งสิ้น 7 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เช่น ข้อหาตามมาตรา 77 พ.ร.ป. สว. คือ มีการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจในการลงคะแนน  (ข้อหาหนักที่สุด) ตั้งข้อสังเกตว่า ต้องมีหลักฐานชัดว่ามีการ “ให้ จัดทำ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ เลี้ยง รับจะจัดเลี้ยง หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม” ประกอบการตีความมาตรา 62 “ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการทุจริต ต้องเฉพาะเจาะจง นั่นหมายความว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าข้อหาที่ส่งฟ้องศาล หนัก เบา เพียงใด และมีโอกาสหลุดคดีหรือไม่

 

พฤติการณ์ ฮั้ว สว. หนักข้อ แบ่งงานกันทำ 229 ราย

แต่พฤติการณ์ของ “ขบวนการฮั้ว สว.” ต้องบอกว่า “หนักข้อจริงๆ” จากรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่ง “เนชั่นออนไลน์” ได้รับทราบมาจากแหล่งข่าวที่ได้รับรู้ข้อมูลจากรายงานความหนากว่า 1,500 หน้าฉบับนี้ เมื่อไล่เรียงพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “ระดับแกนนำ” แล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใด “คณะ 26” จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไปยังศาลฎีกา 

 

เพราะ “คณะ 26” มองว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดนี้กระทำการร่วมกันเป็น “ขบวนการ” มีลักษณะของการ “แบ่งงานกันทำ”  ทั้งผู้ลงมือ ลงแรงปฏิบัติการ ตั้งแต่วางแผน ติดต่อประสานงาน เป็นหัวจ่ายกระจายทรัพยากร และควบคุมการฮั้ว โดยมีผู้ลงทุน ลงทรัพยากร เพื่อให้ระดับปฏิบัติทำงานอย่างราบรื่น มีกลุ่ม “มันสมอง” คิดและออกแบบขบวนการฮั้ว ที่เรียกได้ว่า “ลึกล้ำ” และ “บ้านๆ” เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ร่วมขบวนการที่ระดมกันมาสมัคร และพลีชีพ 

 

ทั้งตัวกลุ่มผู้สมัครเพื่อพลีชีพ ทั้งกลุ่ม สว.ตัวจริงที่ได้รับเลือก มีการทำสัญญาใจแลกเปลี่ยนตำแหน่งผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้หารผลประโยชน์กันอย่างลงตัว  สำคัญที่สุดคือ “กลุ่มอำนวยการ” ควบคุมปฏิบัติการทั้งหมด ในลักษณะ “บ้านใหญ่” ถ้าเปรียบกับโรงเรียน ก็เป็น “ครูใหญ่” ของโรงเรียนนั่นเอง (ไม่ได้หมายถึง “ฉายา” ของใครทั้งสิ้น) นี่คือ “ข้อมูลสำคัญ” ที่ “เนชั่นออนไลน์” สรุปได้จากรายงานของ “คณะ 26” 

 

ความน่าตกใจของ “ขบวนการฮั้ว” ก็คือ ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงบางคน มีตำแหน่งทางการเมืองระหว่างที่ร่วมอยู่ในปฏิบัติการฮั้ว สว.ด้วยซ้ำ สำหรับ 8 สถานที่จัดฮั้ว นอกจากโรงแรม รีสอร์ทรอบกรุงเทพฯ และบริษัทที่มีสาขาอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ แล้ว 1 ใน 8 สถานที่นั้น ยังมี “กระทรวงเศรษฐกิจ” กระทรวงหนึ่งรวมอยู่ด้วย กระทรวงแห่งนี้มีสำนักงานตั้งอยู่แถวๆ ชานกรุงเทพฯ มีบุคคลระดับ “เสนาบดี” เป็นแกนหลักในขบวนการทำหน้าที่คัดตัว “ทีมฮั้ว” และเปิดห้องเจรจาเรื่อง “เขียนใบลาออกล่วงหน้า” 

 

“เสนาบดี” เปิดห้องทำงานกระทรวง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์

สาเหตุที่ต้องใช้คนระดับ “เสนาบดี” ก็เพื่อให้มีอำนาจบารมีน่าเชื่อถือ และกดดันอีกฝ่ายหนึ่งให้ปฏิบัติตามได้ ไม่บิดพลิ้ว หักหลังกัน “เสนาบดี” ท่านนี้ ได้เปิดห้องทำงาน ซึ่งอยู่บนชั้น 3 และ ชั้น 10 ของกระทรวง เพื่อพูดคุยกับ “ทีมฮั้ว” ซึ่งฝ่ายประสานงานจัดส่งมา ข้อมูลจากการไต่สวนของ “คณะ 26” ระบุว่า “ท่านเสนาบดี” ได้เปิดการเจรจา เพื่อแลกเปลี่ยนเงื่อนไขผลประโยชน์บางอย่าง แลกกับการที่อีกฝ่ายจะได้เป็น สว. 

 

เมื่อตกลงกันได้ ท่านเสนาบดีก็สั่งให้เจ้าหน้าที่นำ “ใบลาออก” มาให้อีกฝ่ายเขียนชื่อ-นามสกุล และลงนามแต่ไม่ลงวันที่ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนเก็บไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐาน ป้องกันการหักหลัง ข้อมูลจากพยาน ละเอียดชัดเจนถึงขั้นว่า ขึ้นลิฟต์ตัวไหน ไปห้องทำงานชั้นไหนของท่านเสนาบดี งานนี้หากสำนวนถึงศาลฎีกา จะสามารถ “เดินเผชิญสืบ” พิสูจน์สถานที่จริงกันได้เลย เพื่อยืนยันว่าพยานพูดจริงหรือไม่จริง 

 

หลังจากนั้น เมื่อ “ทีมฮั้ว” ที่ถูกจัดส่งมา พูดคุยเจรจากับท่านเสนาบดี และเซ็นชื่อในใบลาออกล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกส่งต่อไปยังสนามกอล์ฟเก่าแก่ จังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้าห้องติว เขียนโพยฮั้ว จดตัวเลข โดยมี “แผ่นพลาสติกใส” พรางตา จนจบกระบวนการ ข้อมูลของ “คณะ 26” ระบุว่า เมื่อ “เสนาบดี” ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา และถูกซัดทอดจากพยานตามข้อมูลที่เล่าให้ฟัง ทาง “คณะ 26” ก็ส่งข้อกล่าวหา พร้อมเชิญให้ “เสนาบดี” และ “ทีมฮั้ว” ที่ไปพบปะเจรจากัน เข้าชี้แจง / โดยในช่วงเวลานั้น ตัวท่านเสนาบดียังอยู่ในตำแหน่งด้วย 

 

“เสนาบดี” และ “ทีมฮั้ว” ชี้แจงอ้างว่า การพบปะกันถึงห้องทำงานในกระทรวง ซึ่งเป็นสถานที่ราชการสำคัญในวันนั้น เป็นการเดินทางมาหารือเรื่อง "แก้ไขปัญหาสินค้าไก่งวงแช่แข็งล้นตลาด" ของสภาเกษตรกรจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เลือกตั้งของท่านเสนาบดี โดยในความหมายนี้ก็คือ เป็นพื้นที่เลือก สว.ระดับอำเภอและจังหวัดด้วย 

 

แต่หลังจาก “คณะ 26” ได้ฟังคำชี้แจงเรียบร้อย ก็ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ปรากฏว่า หนังสือขอความช่วยเหลือเรื่องปัญหาราคาไก่งวงแช่แข็ง ไม่มีการลงเลขรับในระบบสารบรรณของกระทรวง และไม่มีการบันทึก หรือลงนัดของสภาเกษตรกรที่เข้าพบในวันดังกล่าวแต่อย่างใด ที่สำคัญ เอกสารชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้ทุกคน ใช้ข้อความและรูปแบบพิมพ์เหมือนกันเป๊ะจนผิดปกติ เหมือนจัดทำมาจากแหล่งเดียวกัน 

 

จากข้อมูลพยานหลักฐานที่มีการเผยแพร่กันมานี้ กลายเป็นจุด “วัดใจ” 7 เสือ กกต. ที่จะลงมติในวันที่ 14 ก.ย. 69 ว่าจะมีทิศทางอย่างไร ท่ามกลางข้อเรียกร้องของสังคมให้ส่งศาลฎีกาพิจารณาทั้ง 229 ราย ที่อาจส่งผลสะเทือนในทางการเมือง และความเป็นอยู่ของรัฐบาล เพราะ ข้อเสนอของ “คณะที่ 26” ไม่ใช่แค่การเอาผิด สว.ตัวจริง และแกนนำพรรคการเมืองรายบุคคล แต่มันไกลถึง “ยุบพรรค” กันเลยทีเดียว
 

ข่าวล่าสุด