เมื่อถามว่า ยอดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เป็น สว.100 กว่าคน ถ้าส่งศาลฎีกาเกิน 100 คน คาดว่าส่วนที่ส่งศาลฎีกาน่าจะเป็น สว.ทั้งหมดไหม หรือมีเครือข่ายพรรคการเมืองผสมด้วย นายจตุพร กล่าวว่า ณ ขณะนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะถึงคนในรัฐบาลหรือคนที่เป็นนักการเมืองตัวเป้ง แต่ในส่วนของ สว.และกระบวนการที่เกี่ยวข้องบางคน ไม่ครบทุกคน เกิน 100 คน แต่จะเกินไปเท่าไหร่ขึ้นกับ กกต.จะตัดสินใจสุดท้าย เพราะถ้าเอกสารไม่หลุดออกมา เขาจะเดินวิธีการอย่างไรก็ได้ แต่พอเอกสารหลุดออกมาทั้ง 2 ฉบับ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะให้หลุดทั้งหมด
เมื่อถามว่า ถ้าตัดสินใจแบบนั้นจะไม่กระทบกับฐานอำนาจของบางพรรคการเมืองหรือ เพราะส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ในรัฐสภา นายจตุพร กล่าวว่า ในการทำสำนวนสั่งฟ้อง ท้ายที่สุดก็ทำเฉพาะสายสีน้ำเงิน 229คน ไม่ไปแตะการเมืองอีก 3 สาย ซึ่งอนุฯชุดที่ 26 ถ้ามีสติดีเอสไอทำให้ครบทุกสายการเมืองและพิจารณาทีเดียว แต่ก็ปล่อยเลยเถิดจนมติคณะอนุฯชุดที่ 26 ออกมา แล้วใช้วิธีเป่าโดยคณะอนุฯชุดที่ 36 มันก็ถึงคราววินาศ
“คนที่ปล่อยเอกสารเป็นคนใน กกต. แหล่งข่าวผมก็เป็นตัวการสำคัญ แต่เขาใช้วิธีมาวางเอกสารเอง เป็นคนใน กกต.ที่ใครๆก็รู้จัก”
เมื่อถามว่าเขาปล่อยเอกสารหลุดทำไม นายจตุพร กล่าวว่า “เพราะมันเดินไปไม่ไหวแล้ว และท้ายที่สุดอย่างที่ผมบอก ก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งสิ้น มีลักษณะไถ่โทษหรือแสดงเจตนาบางอย่าง คนมองเพียงแค่ที่มาอย่างไร แต่ว่าแต่ละคนมองว่าที่ไปอย่างไร”
เมื่อถามว่าถ้าจะลงถนนตอนนี้ยังไม่สุกงอม แล้วอะไรเป็นจุดพีคที่ทำให้ออกมากระโดดนอกโซเชียลมีเดีย ถ้ากกต. เซ่นสัก 20-30 คนจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าเชือดเกิน 100 คนจะเป็นอย่างไร นายจตุพร กล่าวว่า “ถ้าผลวันที่ 14 ก.ย.คนรับกันได้ ไม่ว่าจะตัดสินแบบไหนก็ตาม จะมีปัญหาตามมาทั้งสิ้น แต่ถ้าคนได้ระบายความอัดอั้นกันแล้ว และเห็นว่ามีคนรับผิดชอบแล้ว ก็มีการลดความร้อนลงมากันได้บ้าง แต่ว่าสิ่งที่ผมจับตาดูคือ วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ผมมองว่ายัง 50 - 50 ซึ่งเป็นประเด็นที่ใครไม่คิดว่าจะกวาดเกลี้ยงทั้ง 500 คน ลองดูลีลาของศาลรัฐธรรมนูญที่เดินเกมเรื่องนี้อย่างแยบยลที่สุด แม้กระทั่งวันที่ไต่สวนพยาน 5 ปาก ประธาน กกต.ซึ่งไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน ศาลให้เข้าฟังด้วย หลังจากนั้น เดินเผชิญสืบครั้งแรก คนทั่วไปมองว่าเรื่องไม่มีอะไร แต่ผมตามและเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา โอกาสที่จะพลิกคว่ำเท่าๆกับรอด"
เมื่อถามว่า สีน้ำเงินเป็นความหวังเดียวของอนุรักษ์นิยม จะยอมให้รีเซ็ตหรือ นายจตุพร กล่าวว่า “ลองศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าสีน้ำเงินเขาต้องคิดระมัดระวังว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรจีรัง มันขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าไม่มีอะไรผูกขาดและมีความเชื่อเด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นกับบริบทและสถานการณ์ ณ ขณะนั้น”
“ผมเชื่อว่าสิ่งที่เขาต้องระมัดระวังที่สุด คือต้องไม่ใหญ่เกิน อะไรที่มันใหญ่เกิน ก็จะต้องมีอันเป็นไป หน้าที่ของเขาคือต้องทำตัวให้เล็กลง เพื่อรักษาอำนาจและชีวิต คือหน้าที่ตำแหน่งทางการเมือง” นายจตุพร กล่าว