ด้านเศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่น แต่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง โดย IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% ในปี 2569 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 4.7% ในปีนี้ ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปีหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ราว 3.9% ในปี 2569 และ 3.7% ในปี 2570
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมีทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยสงครามที่ดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น กำลังเพิ่มต้นทุนและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองปัจจัยต่างเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ IMF ยังเตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกได้แก่
1. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มเติม
2. การกระจุกตัวของห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งพึ่งพาประเทศ ภาคธุรกิจ และบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้เสี่ยงเกิดปัญหาคอขวดและภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
3. ข้อจำกัดด้านการคลังของรัฐบาล จากต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับรายจ่ายจำเป็นด้านอื่นลดลง และจำกัดความสามารถในการรับมือวิกฤตในอนาคต
สำหรับแนวทางรับมือ IMF เสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สูง ควรเร่งลดการขาดดุลเพื่อให้หนี้สาธารณะกลับเข้าสู่ทิศทางที่ลดลง ส่วนมาตรการช่วยเหลือประชาชนควรเป็นมาตรการชั่วคราวและมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางที่สุด
ขณะที่ธนาคารกลางควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา ควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลุกลาม พร้อมรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน