5 เสาหลักกระตุ้น “การจ้างงาน”
โดย 5 ภาคส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างงาน ที่ผสานรวมกับการใช้โอกาสจาก AI ขนาดเล็ก ในการสร้างงานและเพิ่มผลิตภาพนั้นมีมหาศาลจริงๆ
-โครงสร้างพื้นฐาน เริ่มจากการก่อสร้าง รวมถึงสิ่งที่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นเอื้ออำนวย เช่น สะพาน ถนน สนามบิน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ เช่น การฝึกทักษะและการศึกษา
-เกษตรกรรมสำหรับเกษตรกรรายย่อย เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคังพึ่งพาผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมักจะแข่งขันในระบบได้ยากลำบาก แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีจะช่วยให้พวกเขาข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้
การดูแลสุขภาพเบื้องต้นและภาคการบริการ บังกา ได้ยกตัวอย่างอินโดนีเซียที่มีศูนย์สุขภาพปฐมภูมิ โดยแต่ละแห่งมีพยาบาล และนักเทคนิคการแพทย์ประจำอยู่ และชวนคิดต่อว่าเราจะสร้างคุณภาพและจำนวนงานได้มากแค่ไหนผ่านการขยายเครือข่ายนี้ จากนั้นนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้เชื่อมต่อกับแพทย์ระยะไกล หรือผู้เชี่ยวชาญที่อาจจะไม่ได้ประจำอยู่ที่ศูนย์สุขภาพนั้น โดย บังกา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ โดยสมมติว่ามีคลินิกสุขภาพแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ที่มีคนไข้เดินเข้ามาแล้วบอกว่า "ฉันมีผื่นขึ้นตรงนี้" ผมดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ผมสามารถถ่ายรูปแล้วส่งให้หมอที่ดูแลร่วมกับอีก 20 คลินิกได้
การท่องเที่ยว บังกา ได้ยก “ประเทศไทย” เป็นตัวอย่างสำคัญ ซึ่งไทยเองมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าในอดีตที่ผ่านมา
-ภาคการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่แค่การขุดเจาะหรือดึงเอาทรัพยากรไปใช้เฉยๆ แต่เป็นการสร้างงานในท้องถิ่นจากแร่ธาตุและโลหะต่างๆ บังกา มองว่าประเทศกำลังพัฒนาอุดมไปด้วยทรัพยากรเหล่านี้ แต่พวกเขาต้องการงานที่มีคุณภาพจริงๆ หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ จากแพลตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรและสหกรณ์ในอินเดีย ให้เข้าถึงปุ๋ยที่ดีขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่ดีขึ้น ประกันพืชผลที่ดีขึ้น สินเชื่อที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาขายผลผลิตที่ดีขึ้น
IMF ชี้ AI ช่วยเศรษฐกิจโลกโตต่อประมาณ 3%
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าการเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้ประมาณ 3% ท่ามกลางแรงฉุดจากวิกฤติพลังงาน
โดย IMF ประเมินว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียสำหรับกลุ่มประเทศเอเชียที่พัฒนาแล้ว อาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5% ถึง 1% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.2% ถึง 0.8% ตัวเลข 1% นี้สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยกิออร์กิเอวา ได้ฉายภาพว่าผลกระทบมากพอที่จะเข้ามาชดเชยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่หายไปจากปัญหาประชากรสูงวัย
“กล่าวคือ AI จะเข้ามาทดแทนและชดเชยผลกระทบจากสังคมสูงวัยได้ แถมยังเกินพอด้วยซ้ำ”
การมาของ “AI” กำลังสร้างผลกระทบระลอกแรก ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจในประเทศกลุ่มเล็กๆ เติบโตขึ้น เนื่องมาจากการสร้างศูนย์ข้อมูล และการลงทุนในส่วนที่เป็นตัวขับเคลื่อน AI
เมื่อมองไปที่ห่วงโซ่อุปทาน มี 3 เศรษฐกิจหลักที่เป็นผู้ผลิต AI รายใหญ่ที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย แต่ก็ยังมีประเทศอื่นๆ ที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับ AI ซึ่งหลายประเทศอยู่ในเอเชีย รวมถึง “ประเทศไทย”
อย่างไรก็ดี กิออร์กิเอวา ชี้ว่า นี่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น และยังไม่ใช่ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเรื่องราว เพราะคลื่นลูกถัดไปของ AI คือ "การนำไปใช้งาน" และนั่นคือจุดที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้
AI คลื่นสึนามิถล่ม “ตลาดแรงงาน”
กิออร์กิเอวา เปรียบ AI เสมือน "คลื่นยักษ์สึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาตลาดแรงงาน" และพนักงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน คือกลุ่มที่เปราะบางและได้รับผลกระทบมากที่สุด
IMF ประเมินว่า ผลกระทบระยะยาวต่อการจ้างงานทั่วโลก ชี้ว่า 40% ของงานทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจาก AI ไม่ว่าจะเป็นการถูกยกระดับงานให้ดีขึ้น ถูกลดทอนคุณค่าลง หรือถูกแทนที่จนหายไป ถัดมาคือประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบสูงถึง 60% และประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบราว 23% เนื่องจากเทคโนโลยี AI ยังเข้าไม่ทั่วถึง
3 สิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อรับมือ
-ศึกษาและทำความเข้าใจตลาดแรงงาน โดย กิออร์กิเอวา ได้ยกตัวอย่างการศึกษาในสหรัฐพบว่า 10% ของงานเริ่มต้องการทักษะ AI ขั้นสูง ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ขณะที่งานรูทีนที่ทำซ้ำๆ เริ่มหดตัว ในทางกลับกัน งานค่าแรงต่ำกลับเพิ่มขึ้นใน 2 ด้าน คือ งานก่อสร้างศูนย์ข้อมูล และงานบริการ แม้ภาพรวมการจ้างงานอาจดูเป็นบวก แต่ส่วนใหญ่โตในฝั่งงานค่าแรงต่ำ ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานขาดโอกาสสะสมประสบการณ์จากงานรูทีนเพื่อไต่เต้าสู่อนาคต
“AI ไม่ได้ลดความต้องการแรงงาน แต่มันกำลัง "เปลี่ยนรูป" ความต้องการแรงงานให้ต่างไปจากเดิม”
-ปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ ภาครัฐ ต้องตระหนักว่า เราไม่สามารถเรียนรู้ทักษะเดียวแล้วใช้ทำงานได้ตลอดชีวิตอีกต่อไป ต้องปรับไปสู่การส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” จึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดในยุค AI
-เตรียมพร้อมรับมือด้านการคลังและภาษี ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีรายได้หลัก "จากมนุษย์" แต่หากอนาคต AI ทำให้แรงงานมนุษย์ลดลง แต่ทุนกลับเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะเผชิญความท้าทายเรื่องการจัดเก็บรายได้ เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือสังคมในการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI
"ใช้ AI จัดการงานที่เราไม่อยากทำ แล้วปล่อยให้เราได้ทำในสิ่งที่รัก พร้อมยกระดับผลผลิตและมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น โดยที่ยังคงรักษาศักดิ์ศรีและความมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์เอาไว้"