3. การติดตามสถานการณ์ต้องนำไปสู่การเตรียมการของรัฐ
การติดตามสถานการณ์ไม่ได้มีความหมายเพียงการแจ้งเตือนประชาชน แต่ยังเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปวางแผนของภาครัฐ เช่น การเตรียมบุคลากร งบประมาณ อุปกรณ์ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชน......หากระบบติดตามและแจ้งเตือนไม่เชื่อมโยงกับการตัดสินใจและการปฏิบัติของรัฐ การเตือนภัยก็อาจไม่เพียงพอที่จะลดความเสียหายได้ ดังนั้น คำว่า “ไทยพร้อม” ควรตอบให้ชัดว่า พร้อมรับมือกับภัยอะไร หน่วยงานใดรับผิดชอบ และจะประเมินความพร้อมจากอะไร
4. นัยของการสื่อสารก่อนเกิดภาวะวิกฤต
โปสเตอร์ชุดนี้มีเจตนารณรงค์ให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อม แต่การสื่อสารก่อนเกิดภาวะวิกฤตต้องระมัดระวัง เพราะเมื่อรัฐย้ำว่าต้องเตรียมภาครัฐ แผน ระบบแจ้งเตือน และประชาชน โดยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าขณะนี้มีความพร้อมอยู่ในระดับใด ก็อาจทำให้ผู้รับสารตีความได้ว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อม และกำลังเร่งเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น
ประเด็นจึงไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของการเตรียมพร้อม แต่คือโปสเตอร์ยังไม่อธิบายให้ชัดว่า รัฐเตรียมอะไรไว้แล้ว มีช่องว่างใดที่ต้องเร่งแก้ไข และประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร การสื่อสารเช่นนี้จึงอาจสร้างความกังวลหรือความไม่มั่นใจ มากกว่าจะสร้างหลักประกันว่ารัฐสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ ฉะนั้น หากต้องการสื่อสารให้ประชาชนเชื่อมั่น รัฐควรแสดงข้อมูลที่เป็นรูปธรรมควบคู่กับการรณรงค์ เช่น แผนรับมือ หน่วยงานรับผิดชอบ ระบบแจ้งเตือน และแนวทางช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้เห็นว่า คำว่า “ไทยพร้อม” เป็นความพร้อมที่มีอยู่และตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายที่รัฐกำลังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไปตระหนักเท่านั้น
โดยสรุป การเตรียมพร้อมไม่ใช่ตัวเหตุการณ์วิกฤต แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดการวิกฤตทั้งระบบ การสื่อสารเรื่อง “ไทยพร้อม” จึงควรแสดงให้เห็นว่า รัฐมีข้อมูล มีแผน มีทรัพยากร และสามารถประสานงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์จริงได้เพียงใด
จี้รัฐบาลเปิดข้อมูลแผนความมั่นคง-ระบบแจ้งเตือนภัยให้ชัดเจน เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ยังระบุถึงการรับมือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา ที่กองทัพอากาศเมียนมาส่งเครื่องบินรบโจมตีทิ้งระเบิดใส่ค่ายทหารกะเหรี่ยง KNU ส่งผลให้ระเบิดและสะเก็ดระเบิดข้ามมาตกและสร้างความเสียหายในฝั่งไทย โดยมีข้อสังเกตดังนี้
ข้อสังเกตต่อการจัดการวิกฤตความมั่นคงชายแดนไทย–เมียนมา
1. ไทยยังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่ยุทธศาสตร์ชายแดนยังไม่ชัดเจน
ตลอดช่วงประมาณสองปีที่ผ่านมา การสู้รบในเมียนมาส่งผลกระทบต่อประชาชนตามแนวชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง แต่การรับมือของไทยมักเกิดขึ้นเป็นครั้ง ๆ เมื่อมีเหตุการณ์ รัฐก็ออกมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การปิดด่านหรือระงับการใช้ท่าข้ามบางแห่ง มาตรการเหล่านี้อาจจำเป็นในสถานการณ์เร่งด่วน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตีความว่าเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อการปิดเส้นทางชายแดนกระทบต่อการค้าและการเคลื่อนย้ายในพื้นที่ซึ่งมีผู้เล่นหลายกลุ่มเกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงต้องอธิบายให้ชัดว่าใช้มาตรการด้วยเหตุผลใด มีขอบเขตและระยะเวลาอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างไร
การที่หน่วยงานในพื้นที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ่อยครั้ง สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าการปฏิบัติงานเฉพาะเหตุการณ์ นั่นคือ นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลต่อชายแดนเมียนมายังไม่ชัดเจนเพียงพอ อีกทั้งการปรับมาตรการให้ทันต่อสถานการณ์ก็ยังเกิดขึ้นล่าช้า
ในช่วงที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนด้านกัมพูชา ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ชายแดนด้านเมียนมาซึ่งมีความซับซ้อนไม่แพ้กันอาจถูกลดความสำคัญลงโดยปริยาย ทั้งที่ยังมีปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงควรดูแลชายแดนทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่องและสมดุล ไม่ปล่อยให้ความสนใจต่อสถานการณ์หนึ่งทำให้ความเสี่ยงอีกด้านถูกมองข้าม
2. การสู้รบชายแดนเป็นทั้งการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์
การสู้รบในพื้นที่เมียวดีและบริเวณใกล้เคียงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธุ์หรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเท่านั้น การควบคุมพื้นที่ยังเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบของกองกำลังหลายกลุ่ม บางกลุ่มมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลหรือกองทัพเมียนมา และมีข้อสังเกตว่าผู้เล่นบางส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติด้วย
ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางการทหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ในพื้นที่ (โดยเฉพาะพื้นที่มินละป่าน) ... รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังไม่ให้มาตรการด้านความมั่นคงหรือการค้าชายแดนกลายเป็นเครื่องมือที่ส่งผลต่อดุลอำนาจระหว่างคู่ขัดแย้ง โดยปราศจากการประเมินผลอย่างรอบด้าน
ความระมัดระวังดังกล่าวมีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อไทยกำลังเพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาและสนับสนุนให้เมียนมากลับมามีบทบาทในอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติ ไทยยังเป็นฝ่ายที่ต้องรับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน ทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ ขณะที่ยังไม่เห็นความรับผิดชอบจากรัฐบาลเมียนมาต่อผลกระทบที่เกิดกับประชาชนไทยอย่างชัดเจน
การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเมียนมาจึงควรดำเนินควบคู่กับการเรียกร้องให้ฝ่ายเมียนมาชี้แจง ตรวจสอบ และป้องกันไม่ให้การสู้รบกระทบต่อประชาชนไทยอีก รัฐบาลไทยควรยืนยันให้ชัดว่า ความร่วมมือและการสนับสนุนในเวทีระหว่างประเทศต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนด้วย เพราะการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถคุ้มครองประชาชนของตนเองได้เช่นกัน
ประเด็นสำคัญที่ต้องชัดเจนนับตั้งแต่นี้ต่อไปคือ รัฐบาลมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนเพียงใด ทั้งต่อการคุ้มครองประชาชน การจัดการผลกระทบชายแดน และการกำหนดท่าทีทางการทูตต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง