เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS: หงส์แดงพร้อมลุ้นแชมป์หรือยัง? ศึกดวลปืนใหญ่คือบทพิสูจน์แห่งฤดูกาล

31 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

SPORTS: หงส์แดงพร้อมลุ้นแชมป์หรือยัง? ศึกดวลปืนใหญ่คือบทพิสูจน์แห่งฤดูกาล

ชัยชนะแทบทุกนัดของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้มักถูกตั้งคำถามและมี "เครื่องหมายดอกจัน" พ่วงท้ายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการชนะเบรนท์ฟอร์ดเพราะคู่แข่งเหลือผู้เล่นสิบคน หรือการชนะบียาร์เรอัลที่เกมรับยังเสียไปถึงสามประตู ทว่าในเกมนัดล่าสุดที่เปิดแอนฟิลด์อัดไบรท์ตัน 2-0 คำครหาเหล่านั้นเริ่มจางหายไป

เมื่อลูกทีมของ อันโดนี อิราโอลา สามารถเก็บคลีนชีตดับซ่าทีมที่ยิงประตูถล่มทลายที่สุดในลีก และคว้าชัยชนะในบ้านเกมลีกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ชัยชนะ 5 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการ พร้อมทะยานขึ้นสู่อันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์ลีก บ่งบอกว่า "หงส์แดง" ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่คำถามสำคัญที่ยังคาใจแฟนบอลทั่วโลกคือ พวกเขามีดีพอที่จะก้าวขึ้นไปท้าชิงบัลลังก์แชมป์อย่างเต็มตัวแล้วจริงหรือ หรือนี่เป็นเพียงภาพลวงตาช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

 

การเปิดบ้านรับมือแชมป์เก่าอย่าง อาร์เซนอล ในสุดสัปดาห์นี้ จึงไม่ต่างอะไรกับศึก "ชี้ชะตา 6 แต้ม" ของการลุ้นแชมป์ หากลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะได้ ช่องว่างจะถูกบีบเหลือเพียง 3 คะแนนเท่านั้น แต่หากสะดุด ความจริงเรื่องความห่างชั้นอาจถูกเปิดเผยออกมา เมื่อพิจารณาจากการลงทุนมหาศาลกว่า 100 ล้านปอนด์ในการดึงแนวรุกระดับท็อปอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, แบรดลีย์ บาร์โกลา และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ความคาดหวังย่อมไม่หยุดอยู่แค่การจบท็อปโฟร์อย่างแน่นอน

 

⚽[การฟื้นคืนชีพของอัตลักษณ์และการเล่นเพื่อสู้]

หากย้อนกลับไปในช่วงท้ายยุคของ อาร์เน่อ ชล็อต ลิเวอร์พูลตกอยู่ในสภาพทีมที่ไร้ทิศทางและสูญเสียตัวตนอย่างสิ้นเชิง ระบบการเล่นถูกเปลี่ยนไปมาจนทีมเสียสมดุล เสียไปถึง 53 ประตูในลีกเมื่อฤดูกาลก่อน ซึ่งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1990 และมักจะเสียประตูในช่วงท้ายเกมเป็นประจำ แต่ภายใต้การคุมทัพของอิราโอลา โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นได้รับการซ่อมแซมจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

ความดุดันในการเพรสซิ่งสูงและการเล่นเกมเปลี่ยนผ่าน (transition) ที่รวดเร็วกลับมาเป็นจุดเด่นอีกครั้ง แนวรับมีความแน่นอนและเหนียวแน่นขึ้นอย่างชัดเจนจากการประจำการของ โรนัลด์ อเราโฮ, เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, เฌเรมี ฌัคเกต์ และ มิลอส เคอร์เคซ โดยเฉพาะอเราโฮที่เข้ามาอุดจุดอ่อนในตำแหน่งแบ็กขวาได้อย่างหมดจด ผสานกับวินัยในการช่วยเกมรับของบาร์โกลา ทำให้ทีมเก็บคลีนชีตได้ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเกมลีกทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น สภาพจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ก็หวนกลับมา เมื่อลิเวอร์พูลสามารถพลิกสถานการณ์จากตามหลังกลับมาเก็บได้ถึง 5 คะแนน เทียบเท่ากับผลงานทั้งฤดูกาลที่แล้วเรียบร้อยแล้ว

 

⚽[จุดบกพร่องที่ซ่อนอยู่: ความฝืดเคืองในพื้นที่สุดท้าย]

แม้ผลการแข่งขันจะดูสวยหรู แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือสัญญาณเตือนในเรื่องประสิทธิภาพเกมรุก ลิเวอร์พูลยิงได้เพียง 11 ประตูจาก 8 นัดในลีก ซึ่งมีถึง 8 ทีมที่ยิงได้มากกว่า และสถิติที่น่าตกใจที่สุดคือทีมสร้างโอกาสทอง (big chances) ได้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น รั้งอันดับรองบ๊วยของพรีเมียร์ลีก เป็นรองแม้กระทั่งทีมระดับกลางตารางอย่าง บอร์นมัธ, เอฟเวอร์ตัน หรือ ไบรท์ตัน ที่สร้างโอกาสได้ถึง 20 ครั้ง

 

ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คู่แข่งมักเลือกใช้แท็กติกตั้งรับลึก (low block) และไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ลิเวอร์พูลเล่นเกมสวนกลับเร็ว ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบอิราโอลา ทำให้ช่องว่างในการวิ่งเข้าทำมีจำกัดอย่างยิ่ง แม้ว่า อเล็กซานเดอร์ อิซัค จะซัดไปแล้วถึง 6 ประตูในลีก แต่การเชื่อมเกมของแผงรุกยังขาดความลงตัว โดยเฉพาะ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ที่แม้จะมีส่วนร่วมกับเกมและทำแอสซิสต์ได้บ้าง แต่ยังไม่สามารถปล่อยทีเด็ดหรือจ่ายบอลจังหวะสุดท้ายที่เฉียบขาดได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง

⚽[ศึกตัดสินตัวตนที่แอนฟิลด์]

การเผชิญหน้ากับอาร์เซนอลจึงเป็นบททดสอบที่มาถูกที่ถูกเวลา เพราะในเกมระดับนี้ แชมป์เก่าจะไม่ลงไปตั้งรับลึกในแดนตัวเองอย่างแน่นอน อาร์เซนอลจะเปิดหน้าแลกและดันไลน์ขึ้นมาสูงเพื่อครองเกมในแดนของลิเวอร์พูล ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะเปิดพื้นที่ว่างด้านหลังให้แนวรุกความเร็วสูงของหงส์แดงได้วิ่งโจมตีอย่างที่ถนัด

 

หากอิราโอลาสามารถพาทีมคว้าชัยชนะในเกมนี้ได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการพิสูจน์ว่าระบบการเล่นของเขาสามารถต่อกรกับทีมระดับแชมป์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการไปยังทั้งลีกว่า ลิเวอร์พูลพร้อมแล้วที่จะกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มภาคภูมิ

ข่าวล่าสุด