ความดุดันในการเพรสซิ่งสูงและการเล่นเกมเปลี่ยนผ่าน (transition) ที่รวดเร็วกลับมาเป็นจุดเด่นอีกครั้ง แนวรับมีความแน่นอนและเหนียวแน่นขึ้นอย่างชัดเจนจากการประจำการของ โรนัลด์ อเราโฮ, เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, เฌเรมี ฌัคเกต์ และ มิลอส เคอร์เคซ โดยเฉพาะอเราโฮที่เข้ามาอุดจุดอ่อนในตำแหน่งแบ็กขวาได้อย่างหมดจด ผสานกับวินัยในการช่วยเกมรับของบาร์โกลา ทำให้ทีมเก็บคลีนชีตได้ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเกมลีกทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น สภาพจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ก็หวนกลับมา เมื่อลิเวอร์พูลสามารถพลิกสถานการณ์จากตามหลังกลับมาเก็บได้ถึง 5 คะแนน เทียบเท่ากับผลงานทั้งฤดูกาลที่แล้วเรียบร้อยแล้ว
⚽[จุดบกพร่องที่ซ่อนอยู่: ความฝืดเคืองในพื้นที่สุดท้าย]
แม้ผลการแข่งขันจะดูสวยหรู แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือสัญญาณเตือนในเรื่องประสิทธิภาพเกมรุก ลิเวอร์พูลยิงได้เพียง 11 ประตูจาก 8 นัดในลีก ซึ่งมีถึง 8 ทีมที่ยิงได้มากกว่า และสถิติที่น่าตกใจที่สุดคือทีมสร้างโอกาสทอง (big chances) ได้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น รั้งอันดับรองบ๊วยของพรีเมียร์ลีก เป็นรองแม้กระทั่งทีมระดับกลางตารางอย่าง บอร์นมัธ, เอฟเวอร์ตัน หรือ ไบรท์ตัน ที่สร้างโอกาสได้ถึง 20 ครั้ง
ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คู่แข่งมักเลือกใช้แท็กติกตั้งรับลึก (low block) และไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ลิเวอร์พูลเล่นเกมสวนกลับเร็ว ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบอิราโอลา ทำให้ช่องว่างในการวิ่งเข้าทำมีจำกัดอย่างยิ่ง แม้ว่า อเล็กซานเดอร์ อิซัค จะซัดไปแล้วถึง 6 ประตูในลีก แต่การเชื่อมเกมของแผงรุกยังขาดความลงตัว โดยเฉพาะ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ที่แม้จะมีส่วนร่วมกับเกมและทำแอสซิสต์ได้บ้าง แต่ยังไม่สามารถปล่อยทีเด็ดหรือจ่ายบอลจังหวะสุดท้ายที่เฉียบขาดได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง