เนชั่นทีวี

ข่าว

Quad คมเฉือนคมที่มะนิลา จับตา “อนุทิน” พาไทยปรับทิศทางยุทธศาสตร์โลก

21 ต.ค. 2569 | titayu_pur

Quad คมเฉือนคมที่มะนิลา จับตา “อนุทิน” พาไทยปรับทิศทางยุทธศาสตร์โลก

คมเฉือนคมที่มะนิลา Quad เวทีคู่ขนาน ASEAN Summit ที่ “อนุทิน” จำเป็นต้องไปร่วม เมื่อ 4 ชาติมหาอำนาจขยับหมาก นัดถกในรอบ 2 ปี ปั่นป่วนดุลอำนาจโลก ชิงเดินหมากข่มปักกิ่ง จับตา “นายกหนู” พาไทยปรับทิศทางยุทธศาสตร์โลกอย่างไร?

คมเฉือนคมที่มะนิลา Quad เวทีคู่ขนาน ASEAN Summit ที่ “อนุทิน” จำเป็นต้องไปร่วม เมื่อ 4 ชาติมหาอำนาจขยับหมาก นัดถกในรอบ 2 ปี ปั่นป่วนดุลอำนาจโลก ชิงเดินหมากข่มปักกิ่ง จับตา “นายกหนู” พาไทยปรับทิศทางยุทธศาสตร์โลกอย่างไร?

KEY

POINTS

  • อนุทินบินอาเซียน-ดันซักฟอกปลาย ต.ค.: นายกฯ อนุทิน เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ทำให้รัฐบาลยื่นเงื่อนไขจัดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงปลายเดือน ต.ค. นี้
  • Quad นัดถกมะนิลากดดันปักกิ่ง: สหรัฐฯ แท็กทีมพันธมิตร Quad จัดประชุมสุดยอดผู้นำที่ฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแต้มต่อล้อมกรอบจีนก่อนการเจรจา APEC ที่เซินเจิ้น
  • อาเซียนเป็นสนามรบยุทธศาสตร์โลก: การเลือกกรุงมะนิลาเป็นเวที Quad สะท้อนการดึงภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่ศูนย์กลางความตึงเครียดและการชิงดุลอำนาจของมหาอำนาจ

21 ตุลาคม 2569 ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นวาระร้อนการเมืองไทยขณะนี้ โหมโรงด้วยประเด็นการกำหนดวันซักฟอก ที่ฝั่งรัฐบาลยื่นเงื่อนไขให้ฝ่ายค้านในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากมีภารกิจงานในช่วงเดือนพฤศจิกายนแน่นเต็มตาราง นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องเดินทางไปประชุม สุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

 

อย่างไรก็ตาม ทริปฟิลิปปินส์ดังกล่าวของ นายกฯ อนุทิน นั้น อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา ได้เขียนบทความระบุว่า ในช่วงเวลาและสถานที่ใกล้ๆ กัน นอกจากเวที ASEAN Summit แล้ว ณ ดินแดนตากาล็อก จะยังมีการประชุมอีกเวที ที่มีความสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงประเทศไทย

 

อ.กฤษฎา ระบุว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเกิดคลื่นไต้ฝุ่นระลอกใหญ่ การยืนยันจากมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า การประชุมสุดยอดผู้นำ Quad (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย) กำลังจะหวนคืนสู่โต๊ะเจรจาแบบเผชิญหน้าอีกครั้งในรอบกว่าสองปี ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

 

 

อ.กฤษฎา บุญเรือง

 

ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนเดือนพฤศจิกายนนี้ ไม่ใช่เพียงข่าวการทูตตามฤดูกาล หากแต่คือการส่งสัญญาณ “ชิงเดินหมากตัดหน้า” ของสหรัฐฯ เพื่อเปลี่ยนทิศทางดุลอำนาจโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

1. ยุทธการชิงตัดหน้า: ชูไพ่ Quad ข่มปักกิ่ง ก่อนโต๊ะเจรจาเซินเจิ้น

 

ความแยบยลที่สุดของการเดินหมากครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่วาระการประชุม แต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง คือ “มิติแห่งเวลาและสถาปนิกทางการทูต”

 

การประชุมสุดยอด Quad Leaders' Summit ที่มะนิลา คาดว่าจะจัดขึ้นขนานไปกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ระหว่างวันที่ 16–18 พฤศจิกายน โดยเป็นการรวมตัวกันของผู้นำระดับสูงสุดทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะบินมาร่วมประชุมด้วยตนเอง พร้อมกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย โดยมีมาร์โก รูบิโอ เป็นวิศวกรทางการทูตคนสำคัญอยู่เบื้องหลัง

 

ชั้นเชิงทางการทูตครั้งนี้คือ ทรัมป์และสหรัฐฯ เลือกเปิดฉากซัมมิต Quad ตัดหน้าเพียงไม่กี่วัน ก่อนที่ทรัมป์จะมีกำหนดการเดินทางไปเปิดโต๊ะเจรจาทวิภาคีครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุม APEC ณ เมืองเซินเจิ้น ระหว่างวันที่ 18–19 พฤศจิกายน

 

ในสมการการเมืองโลก นี่คือยุทธการ “สร้างแต้มต่อก่อนเปิดโต๊ะ” (Pre-emptive Leverage) สหรัฐฯ รู้ดีว่าการเข้าหาจีนด้วยตัวคนเดียวย่อมมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า การจัดซัมมิต Quad นำพันธมิตรสายประชาธิปไตยมารวมตัวกันในพื้นที่ด่านหน้าอย่างฟิลิปปินส์ เท่ากับการส่งสารที่ดุดันไปยังกรุงปักกิ่งว่า “ก่อนที่เราจะคุยกันที่เซินเจิ้น สหรัฐฯ มีพันธมิตรที่พร้อมประสานกำลังล้อมกรอบยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกไว้อย่างแน่นหนา”

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

 

2. มะนิลาและอาเซียน: สนามรบทางยุทธศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การเลือกกรุงมะนิลา ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนปีนี้ และเป็นประเทศที่มีข้อพิพาทรุนแรงที่สุดกับจีนในทะเลจีนใต้ มิใช่ความประจวบเหมาะ แต่คือการปักป้ายยุทธศาสตร์ข่มอิทธิพลจีนถึงหน้าบ้าน

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ เหตุใด Quad จึงไม่เลือกจัดประชุมในดินแดนของตนเองอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย หรือออสเตรเลีย? คำตอบชัดเจนว่า การจงใจตบเท้าเข้ามาจัดประชุมขอบนอกในพื้นที่อาเซียน กำลังผลักให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในมุมหนึ่ง การมีอยู่ของ Quad ช่วยคานอำนาจไม่ให้จีนรวบอำนาจเดี่ยว แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือการดึงเอาไฟสงครามเย็นยุคใหม่มาจุดอยู่ตรงหน้าบ้าน เสี่ยงที่จะเปลี่ยนทะเลจีนใต้ให้กลายเป็นจุดชนวนความตึงเครียดทางทหาร

 

3. ทางแพร่งของไทย: ยุคใหม่ของการทูตและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโลก

 

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้คือสัญญาณเตือนให้กระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคง และผู้นำรัฐบาลต้องเร่งขยับตัว ยุคสมัยของการนั่งมองมหาอำนาจรบกันจากระยะไกลได้สิ้นสุดลงแล้ว นโยบาย “การทูตไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) ที่ไทยภาคภูมิใจ กำลังถูกทดสอบด้วยสายลมที่พัดกระหน่ำจากสองทิศทางพร้อม ๆ กัน

 

อย่างไรก็ตาม บทบาทของไทยในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพลิ้วไหวตามลมเหมือนในอดีต แต่ไทยรับรู้และเท่าทันสภาวะ “การทูตเชิงแลกเปลี่ยน” (Transactional Diplomacy) ของสหรัฐฯ ยุคปัจจุบันเป็นอย่างดี โจทย์ใหญ่ของไทยจึงไม่ใช่แค่การหลบหลีกความขัดแย้ง แต่คือการเร่งปักหมุดและยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็น “ฟันเฟืองและห่วงโซ่อุปทานขั้นยุทธศาสตร์” (Critical Piece of the Global Supply Chain) ที่โลกใหม่ขาดไม่ได้ ทั้งในด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

• นายกรัฐมนตรี: ต้องเร่งวางบทบาทไทยเป็น “ผู้เชื่อมโยง” (Bridge Builder) ชูจุดเด่นด้านศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนเทคโนโลยี เพื่อดึงเม็ดเงินและการย้ายฐานการผลิตจากทั้งฝั่ง Quad และจีน

• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ: ต้องรักษาหลักการ “ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน” (ASEAN Centrality) กระชับความสัมพันธ์สองฝ่ายกับสมาชิก Quad อย่างอินเดียและออสเตรเลีย ขณะเดียวกันก็สื่อสารกับจีนอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

• ฝ่ายความมั่นคง: ต้องประเมินความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ เฝ้าระวังเส้นทางขนส่งทางทะเล และรักษาสมดุลในการฝึกซ้อมทางทหารระหว่างมหาอำนาจทั้งสองขั้วอย่างรอบคอบ

 

4. ละครฉากใหญ่กับ ‘แผลเปิด’ ของผู้เล่น

 

ทว่า ท่ามกลางภาพการเดินหมากอันแหลมคม สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย—ชนิดที่ลืมมองไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว—คือ “วิกฤตความมั่นคงในเก้าอี้” ของตัวผู้เล่นเอง

 

ในฝั่งไทย คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันกำลังเตรียมรับศึกซักฟอก เปิดสวิตช์ชำแหละกลางสภา ระหว่างปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งยังไม่มีใครกล้าเอาหัวเป็นประกันว่า ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้จะจบลงด้วยการรอดชีวิต หรือการแพ้ฟาวล์ทางการเมือง

 

ขณะที่ฝั่งพญาอินทรี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน ด้วยคะแนนนิยมที่ร่วงกราวรูดจนเสี่ยงจะพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม เสียเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง จนสถาปนาตัวเองเป็น “ประธานาธิบดีเป็ดง่อย” (Lame Duck) อย่างสมบูรณ์แบบ

 

บทสรุป: เมื่อคนชักหมากต่างมีแผล

 

การประกาศจัดประชุม Quad ที่มะนิลาก่อนเจรจาเซินเจิ้น แม้จะเป็นการชิงเดินหมากตัดหน้าครั้งสำคัญของสหรัฐฯ แต่เมื่อคนชักหมากบนกระดานต่างมี “แผลเปิด” อยู่ที่บ้านตัวเอง การประชุมสุดยอดทั้งที่มะนิลาและเซินเจิ้น ที่นักวิเคราะห์โหมประโคมกันในวันนี้ จึงอาจจบลงด้วยการเป็นเพียง “ละครการเมืองฉากใหญ่” ที่บทสรุปจริงอาจกลับพลิกล็อกและดรามายิ่งกว่านิยาย

 

สำหรับอาเซียนและไทย แม้เราไม่ได้เป็นผู้เล่นที่ถือหมากบนกระดานนี้ แต่กระดานนั้นวางอยู่บนบ้านของเรา หากผู้นำไทยอ่านเกมได้ขาด ไม่หลงไปกับดรามาฉากหน้า รักษาระยะห่างได้อย่างชาญฉลาด และวางตำแหน่งประเทศ ให้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกได้สำเร็จ ไทยก็สามารถเปลี่ยนแรงกระแทกจากเกมมหาอำนาจ ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ยั่งยืนได้

 

ข่าวล่าสุด