เนชั่นทีวี

ข่าว

“นพ.วิชัย” ค้านสกัดภาษีบาป ชี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนทางเงิน หวั่นรัฐแทรกแซง “สสส.-ไทยพีบีเอส”

07 ต.ค. 2569 | prisana_tha

“นพ.วิชัย” ค้านสกัดภาษีบาป ชี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนทางเงิน หวั่นรัฐแทรกแซง “สสส.-ไทยพีบีเอส”

“นพ.วิชัย” ค้านสกัดภาษีบาป ชี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนทางเงิน ชี้ใช้อำนาจฉ้อฉล หวั่นรัฐแทรกแซง “สสส.-ไทยพีบีเอส” แซะผู้ที่จะแก้ไขคงไม่ได้ศึกษาปรัชญาและหลักการเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม”

“นพ.วิชัย” ค้านสกัดภาษีบาป ชี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนทางเงิน ชี้ใช้อำนาจฉ้อฉล หวั่นรัฐแทรกแซง “สสส.-ไทยพีบีเอส” แซะผู้ที่จะแก้ไขคงไม่ได้ศึกษาปรัชญาและหลักการเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม”

KEY

POINTS

  • นพ.วิชัย คัดค้านแก้กฎหมาย 4 กองทุน ชี้การเปลี่ยนเงินภาษีบาปเป็นงบประมาณรายปี ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเส้นทางเงิน แต่เปิดช่องให้ถูกตัดทอนและแทรกแซง
  • ห่วง สสส.และไทยพีบีเอส สูญเสียความเป็นอิสระ หากต้องผ่านกระบวนการงบประมาณและรัฐสภา อาจกระทบภารกิจสร้างเสริมสุขภาพและการทำงานเพื่อประชาชน
  • ชี้การแก้กฎหมายอาจเป็นการ “ทำลายพลังภาคประชาชน” พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายพิจารณาผลกระทบต่อประเทศ และให้ประชาชนจดจำพรรคหรือ สส. ที่ลงมติสนับสนุน

7 ตุลาคม 2569 นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดเผยถึงกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนกีฬา และกองทุนผู้สูงอายุ โดยอ้างเหตุผลเรื่องวินัยทางการคลัง โดยจะให้ยกเลิกเงินสนับสนุนจากภาษีเหล้าบุหรี่ หรือภาษีบาป มาเป็นเสนอของบประมาณประจำปีแทน ว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่าการอ้างเรื่องวินัยทางการคลังเพื่อล้มเลิกหลักการของกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ปัญหาการคลังควรแก้โดยการปฏิรูประบบราชการ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการตัดงบประมาณโครงการที่ไม่มีประโยชน์ หรือไม่คุ้มค่า เป็นต้น

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

เมื่อถามว่า กรณีที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยกเลิกเงินกองทุน แต่เพียงเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมที่เป็นภาษีเฉพาะให้ไปอยู่ในรูปภาษีสรรพสามิตแทน สามารถทำได้จริงหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเส้นทางเงิน เพราะจำนวนเงินอาจไม่แตกต่างกันหรืออาจแตกต่างกันก็ได้ เพราะอาจถูกตัดระหว่างทางได้มาก แต่สิ่งสำคัญคือ “กลไก” ที่ตามมา โดยเงินจากภาษีเฉพาะจะถูกส่งตรงไปยัง สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนสงเคราะห์ผู้สูงอายุ และกองทุนกีฬา โดยไม่ต้องผ่านสภา ตามหลักการและเหตุผลของกฎหมายแต่ละฉบับ

 

“ถ้าไปผ่านสภา มันก็จะมีระบบของการใช้อำนาจ กลั่นกรอง ตัดทอน มีข้ออ้างเรื่องนโยบาย มีอะไรต่างๆ เข้ามา เป็นอุปสรรคและเป็นเงื่อนไขต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงิน ไม่ใช่เรื่องของเส้นทางเงินเท่านั้น แต่มันจะมีเงื่อนไขต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยมีโอกาสสูงที่จะมีการแทรกแซงหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ” นพ.วิชัย กล่าว

นพ.วิชัย กล่าวว่า เงื่อนไขดังกล่าวจะกระทบหลักการของกองทุน โดยเฉพาะ สสส. ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นกองทุนที่สามารถทำงานต่อเนื่องในระยะยาว และไม่ถูกแทรกแซงจากกลไกอื่น หากมีกลไกเข้ามากำหนดว่าจะทำอะไรหรือไม่ให้ทำอะไร ก็จะทำให้ สสส. ไม่สามารถทำงานสร้างเสริมสุขภาพตามเป้าหมาย แผน และยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มที่

 

“ผู้ที่จะแก้ไขคงไม่ได้ศึกษาปรัชญาและหลักการเรื่อง “การคลังเพื่อสังคม” อันเป็นที่มาของ สสส. และ ไทยพีบีเอส รวมถึงไม่ได้ศึกษาพัฒนาการของกองทุน สสส. ซึ่งเป็น “นวัตกรรมของการบริหารกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ” ที่ทั่วโลกยกย่อง” นพ.วิชัย กล่าว

 

เมื่อถามว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกระทบภารกิจของ สสส. ที่รณรงค์เรื่องบุหรี่ สุรา และอบายมุขหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า ภารกิจดังกล่าวอาจถูกแทรกแซงได้ เนื่องจากอิทธิพลของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่และสุรามีอยู่มาก หากฝ่ายการเมืองเข้ามามีอำนาจกำหนดกฎเกณฑ์และกติกาต่างๆ งานที่มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชนก็อาจถูกเบี่ยงเบนไป ขอให้ศึกษาประวัติของคนที่เข้ามาทำเรื่องนี้ บางคนมีบทบาทรับใช้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ซึ่งมุ่งทำลายด้วยอคติและความหลงอำนาจ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลควรศึกษาแบบอย่างจาก สสส. ทั้งขนาดและวิธีทำงาน สสส. ที่เป็นองค์กรขนาดเล็กแต่เชื่อมโยงภาคประชาชนอย่างกว้างขวางเป็นรูปแบบที่สามารถนำไปปฏิรูประบบราชการให้มีขนาดจิ๋วแต่แจ๋ว ไม่ใหญ่โตเทอะทะ จนต้องใช้งบประมาณมากมายมหาศาลเลี้ยงองค์กร เหลือเม็ดเงินถึงประชาชนจริงๆ น้อยมาก

 

สำหรับ สสส. นพ.วิชัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเงินมาใช้เพื่อทำให้ประชาชนสุขภาพดี แต่คือการทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยที่ผ่านมา สสส. ใช้กลไกให้องค์กรมีขนาดเล็ก ขณะเดียวกันส่งเสริมภาคประชาชนให้เข้มแข็งและเข้ามามีส่วนร่วมรับทุนไปทำงาน ซึ่งที่ผ่านมามีองค์กรเข้าร่วมกว่า 23,000 องค์กร และประชาชนที่เข้ามาร่วมเป็นหลักแสนคน

 

เมื่อถามว่า กรณีไทยพีบีเอสจะได้รับผลกระทบอย่างไร นพ.วิชัย กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ต้องการความเป็นอิสระจากรัฐ เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่ทำเพื่อประชาชน หากไปอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐ ก็จะทำให้พัฒนาการเรื่องสื่อถอยหลัง โดยยกตัวอย่างพัฒนาการของสื่อไทย จากเดิมที่เป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล ก่อนพัฒนาไปสู่แนวคิดเรื่องสื่อสาธารณะ การเป็นปากกระบอกเสียงของรัฐบาล จะทำให้เกิดสภาพเป็น “กระทรวงแห่งความจริงที่มีหน้าที่แถลงข่าวเท็จ” อย่างในนิยายเรื่อง “1984” ของ จอร์จ ออร์เวลล์

 

นพ.วิชัย กล่าวว่า ในต่างประเทศมีองค์กรสื่อสาธารณะ เช่น BBC ของอังกฤษ และ PBS ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ไทยนำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาเป็นไทยพีบีเอส โดยใช้เงินจากค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่และสุรา เพื่อให้เป็นสื่อเพื่อประชาชนและมีความเป็นอิสระจากรัฐ

 

เมื่อถามว่า ประชาชนที่ได้รับข้อมูลจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่คัดค้านควรเชื่อฝ่ายใด นพ.วิชัย กล่าวว่า ประชาชนควรไตร่ตรองเหตุผล โดยฟังเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่ายว่าเหตุผลใดน่าเชื่อถือ โดยจากที่ติดตามการอธิบายของรัฐบาลและข้อมูลจากผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องจำนวนมาก เห็นว่าเหตุผลของรัฐบาลไม่เพียงพอ บางคนท่าทีเหมือนนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ

 

เมื่อถามถึง ข้อสงสัยของประชาชนว่าเงินจากภาษีเฉพาะสมควรนำมาใช้กับกองทุนเหล่านี้หรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า หากพิจารณาจากกฎหมายและความเป็นมา จะเห็นว่าภาษีดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยเฉพาะการจัดตั้ง สสส. เพื่อใช้เงินจากภาษีบาปมาสร้างเสริมสุขภาพและรณรงค์ลดอบายมุขทั้ง 2 ประเภทโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ดีมาก ทั่วโลกยกย่อง การประเมินผลจากองค์กรระดับโลกทุกช่วง 5 ปี มีข้อสรุปในทางยกย่องชมเชยทุกครั้ง การนำ สสส. ไปอยู่ในระบบการตรวจสอบของรัฐบาลและรัฐสภาจะบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก ขณะที่ สสส. มีระบบบริหารเชิงรุกและเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง ข้อสำคัญมีคณะกรรมการประเมินผล ทำหน้าที่แยกต่างหากจากคณะกรรมการบริหาร

 

เมื่อถามว่า มองเรื่องนี้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า “ไม่ใช่ข้อต่อรอง มันเป็นการใช้อำนาจฉ้อฉล” พร้อมระบุว่า ฝ่ายที่มีอำนาจกุมเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการ “ทำลายพลังภาคประชาชน” เพื่อให้สามารถกุมอำนาจทุกอย่างได้อย่างเด็ดขาด

 

นพ.วิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า หากมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทุกภาคส่วนควรออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านพิจารณาเรื่องนี้อย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และหากกฎหมายผ่าน ประชาชนควรจดจำว่า สส. คนใดหรือพรรคใดลงมติสนับสนุน และนำไปประกอบการพิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ข่าวล่าสุด