ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การสืบสวนคดีทางเทคโนโลยี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้ออ้างดังกล่าวว่า การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในเรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ, ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ์และใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม จากการตกแต่งสลิปหรือเช็คอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว เนื่องจากข้อความดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสินบน
สำหรับข้อต่อสู้ของผู้ต้องหาที่อ้างว่ามือถือหายหรือคอมพิวเตอร์พัง จึงไม่ได้เป็นคนโพสต์นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ไม่สามารถกล่าวอ้างลอยๆ ได้ ในฐานะเจ้าของบัญชีหรือไอดีไลน์ที่ใช้กระทำความผิด จะต้องมีพยานหลักฐานมายืนยันคำกล่าวอ้าง เช่น มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันเรื่องโทรศัพท์หายหรือไม่นำโทรศัพท์ไปซ่อมที่ร้านใด มีใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อรุ่นโทรศัพท์นั้นๆ หรือไม่
ในกรณีที่เป็นสมาร์ตโฟนทั่วไปหรือไอโฟน (iPhone) จะมีระบบรักษาความปลอดภัยและการล็อกการเข้าถึงที่ชัดเจน การปล่อยปละละเลยให้ผู้อื่นนำบัญชีไปใช้โดยอ้างว่าเครื่องเสียหรือหาย อาจเข้าข่ายมีความผิดฐานรู้เห็นเป็นใจ หรือมีความบกพร่องจนต้องร่วมรับผิดชอบ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์มีเครื่องมือและกระบวนการสืบสวนเชิงลึกที่สามารถตรวจสอบได้หลายมิติ ทั้งการแกะรอยโลเคชั่น (Location) การตรวจสอบประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านผู้ให้บริการ (ISP) ตลอดจนสัญญาณเราเตอร์หรือจุดเชื่อมต่อสัญญาณที่ใช้งานจริง
ซึ่งหากหลักฐานทางเทคโนโลยียืนยันได้ว่าพิกัดการโพสต์มาจากจุดที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ต้องหา คำกล่าวอ้างลอยๆ จะไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ได้ ข้ออ้างเรื่อง มือถือหาย คอมฯพัง จำไม่ได้ หรือ อัลไซเมอร์ชั่วคราว จะถูกหักล้างด้วยพยานหลักฐานทันที