ช่วงระหว่างก่อสร้าง มีเงินโอนจากบุ๋ม หลายสิบล้าน เกือบๆ 30 ล้าน เข้าบัญชี 3 บริษัท จากนั้นสามีบุ๋ม สั่งให้โอนกลับเข้าบัญชีเขาทั้งหมด อ้างว่าต้องปรึกษาคณะกรรมการมูลนิธิฯก่อน ผมมีหลักฐาน เดี๋ยวก็เป็นคดีแน่นอน 100% ต่อมามีหนังสือจากสรรพากรภูเก็ตมาวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เชิญกรรมการบริษัทพบ เนื่องจากเงินเข้า ตั้งแต่ปี 2568 - มิ.ย. 2569 เขาก็ตกใจโดนภาษี มาปรึกษาผม เลยบอกว่าต้องแจ้งความ เขาก็ไปแจ้งความที่ สภ.ท่าฉัตรไชย จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยพฤติกรรมคือ สามีบุ๋มมาชักชวนให้ตั้งบริษัท และมีการโอนเงินมาแล้วโอนเงินกลับไป 30 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายก่อสร้างในอนาคต เดี๋ยวจะมีการสร้างสาขาในอนาคต
รวมทั้งมีการแจ้งความว่า ไปทวงหนี้และไม่ได้เงิน และมีการไปทุบบ้านหลังที่ 3 ที่สร้างแล้ว ทุบทิ้งแล้วเอาเหล็กไปขาย จากนั้นทางสามีบุ๋ม เอาป้ายมูลนิธิฯไปติด ทำนองว่าสร้างบ้านขายไม่เอาแล้ว เปลี่ยนเป็นมูลนิธิฯ และยิ่งกว่านั้น ทวงหนี้ไปมา ปรากฏว่าบริษัท ดิ อาเธอร์ ปิดไปแล้ว แต่ ช่างเอ๋ ถือหุ้นอยู่ 40% ไม่รู้เรื่อง มาทราบจากนายทะเบียนว่ามีการปลอมลายเซ็นอีก
นอกจากนั้น มีการหาคนไปบุกรุกป่าที่ภูเก็ต โดนตำรวจจับ คนนั้นซัดทอดว่าช่างเอ๋ จ้างวานใช้ โดยช่างเอ๋ ซัดทอดไปที่สามีบุ๋ม อีก ตอนนี้ช่างเอ๋ถูกดำเนินคดีอยู่ ตำรวจจะเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา ตนก็เลยบอกให้บอกตำรวจไปว่าใครสั่งมา เขาบอกว่าสามีบุ๋มจ้างวานใช้มา
เมื่อถามว่า บุ๋มบอกว่าโอนเงินไปให้ก็อตเพื่อก่อสร้างมูลนิธิฯ ไม่ใช่พูลวิลล่า ที่ จ.ภูเก็ต ทนายเดชา กล่าวว่า พยานหลักฐานขัดกัน ขัดกับเส้นเงิน และช่วงเวลา มูลนิธิฯสร้างปี 67 ที่ จ.ปทุมธานี แต่ช่วงเวลาที่โอนปี 68-69 และทนายเปิ้ลให้สัมภาษณ์รายการหนึ่งทำนองว่า เราไม่มีสาขาที่ภูเก็ต และอีกอย่างยังไม่ได้ทำอะไรเลย จะโอนเงินทำไม 30-40 ล้าน
“เงิน 2 ก้อน ที่ก็อตโอนให้ช่างเอ๋ คือ 30 ล้านและให้โอนกลับไปให้ก็อต กับ 15 ล้าน เป็นค่าก่อสร้างเพื่อสร้างบ้านขาย โดยบัญชีที่โอนไป มีมูลนิธิองค์กรทำดี บัญชีปนัดดา เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน เป็นแผนประทุษกรรมพื้นๆ”
ส่วนการก่อสร้างมูลนิธิฯ ที่ จ.ปทุมธานี ใครเป็นผู้ก่อสร้าง ราคาเท่าไหร่ เหมือนหลอกช่างเอ๋ ให้ยื่นใบเสนอราคา เหมือนเป็นคู่เทียบ ไม่ได้จ้างเขา ถ้าจำไม่ผิด 39 ล้านบาท แต่การก่อสร้างปัจจุบันถ้าจำไม่ผิดคุณบุ๋ม บอกว่า 50 ล้าน
“อะไรบุ๋มว่าดี พี่เดก็ว่าดี เคยเตือนล่วงหน้าในรายการแล้ว เท่าที่ทราบจากคุณบุ๋ม คณะกรรมการมูลนิธิเป็นนักข่าวอาชญากรรม เขาเล่าว่าพี่เด ของหนูไม่ต้องห่วงโปร่งใส เป็นนักข่าวทั้งนั้น จะทำอะไรรอบคอบมาก ไม่มีทางเอาเงินไปใช้ส่วนตัว ไม่มีทางโอนเงินผิด” ทนายเดชากล่าว
เมื่อถามมั่นใจในข้อมูลฝั่งช่างเอ๋ ว่าถูกต้องใช่ไหม ทนายเดชา กล่าวว่า “ผมเชื่อในสเตทเม้น โกหกไม่ได้ ลิ้นอาจมีกระดูก แต่สเตทเม้นไม่น่าจะปลอม ผมเชื่อว่าธนาคารไม่น่าจะปลอมสเตทเม้น สเตทเม้นแบบละเอียดชัดเจน ใครโอนมาโอนกลับมีชื่อหมด ถ้าไม่มีเงินเข้า สรรพากรก็ไม่เรียกเราไปสอบ และมีหลักฐานเป็นแชทไลน์ ส่วนที่ภูเก็ตเขาบอกว่าบุ๋มไม่รู้เรื่องเลย แต่เรามีภาพถ่ายว่าเขาไป 3 ครั้ง”