ย้อนรอยข้อพิพาท ‘อาชาแลนด์’ ถือโฉนดชนะคดีขับไล่ถึงชั้นศาลฎีกา
บริษัท อาชาแลนด์ จำกัด ชี้แจงว่า บริษัทเป็นผู้ถือโฉนดที่ดินแปลงนี้ และเคยให้ บริษัท ไชน่า วานซี เอ็นไวรอนเมนทัล โปรเทคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เช่าพื้นที่ แต่ต่อมาเกิดข้อพิพาทเนื่องจากผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่า อาชาแลนด์จึงยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย
ทางด้านฝ่ายบริษัทไชน่า โต้แย้งว่าโฉนดที่ดินแปลงนี้ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในเรื่องการชำระค่าเช่า ส่งผลให้ข้อพิพาทถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ คดีแพ่งระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่า และคดีปกครองเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดิน
สำหรับคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ทำให้คดีขับไล่ถือเป็นอันสิ้นสุด ทำให้อาชาแลนด์ยืนยันสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่ตามกฎหมายทันที
คดีถึงที่สุดแต่ส่งมอบพื้นที่สะดุด ปะทะตึงเครียดจนตำรวจต้องเข้าเจรจา
แม้คำพิพากษาคดีขับไล่จะถึงที่สุดแล้ว แต่กระบวนการส่งมอบพื้นที่กลับยังคงติดขัด โดยสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา ได้เข้าดำเนินการตามหมายบังคับคดีซึ่งออกตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2567 แต่ระหว่างดำเนินการ ได้มีบุคคลยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล โดยอ้างว่าตนเองมีสิทธิอยู่ในพื้นที่หรือครอบครองทรัพย์สินพิพาท
อาชาแลนด์ ระบุว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 การเข้าตรวจสอบพื้นที่ยังคงประสบปัญหา เนื่องจากยังมีบุคคลอาศัยอยู่ภายใน ไม่ยินยอมขนย้ายทรัพย์สินออก มีการขัดขวางการเข้าพื้นที่ รวมถึงอ้างว่ารั้วแสดงแนวเขตถูกทำลาย จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี
กระทั่งวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ความขัดแย้งตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง จน พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ต้องนำกำลังเข้าเจรจากับทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันเหตุบานปลาย โดยเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรอฟังคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
เปิดอีกปม! คดีปกครองตรวจสอบโฉนดมิชอบ อยู่ระหว่างอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด
นอกเหนือจากคดีแพ่งขับไล่แล้ว ที่ดินแปลงนี้ยังคงมีข้อพิพาทในคดีปกครองเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดิน โดยมีอธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้ฟ้องคดี และมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด ซึ่งประเด็นตรวจสอบครอบคลุมตั้งแต่สภาพพื้นที่เดิม หลักฐานการครอบครอง การทำประโยชน์ ตลอดจนแนวเขตที่นำมาใช้ประกอบการออกโฉนด
ปัจจุบัน ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาแล้ว แต่ยังคงมีการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ทำให้คดีปกครองยังไม่ถึงที่สุด ซึ่งต้องแยกออกจากคดีแพ่งขับไล่ที่ถึงที่สุดแล้ว ทั้งนี้ ผลการพิจารณาคำร้องของศาลจังหวัดพัทยาและการสั่งการของศาลปกครองสูงสุด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดว่าข้อพิพาทที่ดิน 3 ไร่เศษ แหลมบาลีฮายแห่งนี้จะจบลงอย่างไรโดยใช้หลักกฎหมายเป็นเครื่องตัดสิน
โชฏิมา จันทร์คง "สืบสวนความจริง" NationTV 22