เนปาลเป็นอีกประเทศที่เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากภัยธรรมชาติ ทั้งที่แผ่นดินไหวและความวุ่นวายทางการเมืองก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากพออยู่แล้ว แต่แล้วเช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำมหึมาไม่ต่างอะไรกับคลื่นสึนามิก็ซัดกระหน่ำชายแดนระหว่างเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,500 คน และสูญหายกว่า 6,000 คน แม้จะผ่านมานานนับเดือนแล้วก็ตาม สาเหตุสำคัญเชื่อว่ามาจากหิมะบนเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็วจนทำให้ธารน้ำแข็ง ดิน และหินถล่มลงมาเบื้องล่าง สร้างแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.7
🔵 [สึนามิแห่งหิมาลัย]
บาเลนดรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาลที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งมาได้เพียง 6 เดือน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์กเมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา เขาเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “เมื่อสี่สัปดาห์ก่อน โลกได้เห็นภาพอันน่าตกใจของอุทกภัยฉับพลันครั้งร้ายแรงที่พัดถล่มชุมชนบนภูเขาของเนปาล ซึ่งหลายคนเรียกว่าสึนามิแห่งเทือกเขาหิมาลัย นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมในประเทศ แต่เป็นอุทาหรณ์เตือนใจแก่ทั่วโลก แต่วันนี้ผมขอถามพวกคุณว่า เราได้ยินคำเตือนนั้นจริงๆ หรือ?”
สาเหตุที่นายกฯ เนปาลต้องถามตรงๆ ไปยังบรรดาผู้นำทั่วโลกในห้องประชุมยูเอ็นก็เพราะว่าที่ผ่านมามีเสียงเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าจากทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบรรดาประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นต่อเนื่องกำลังเสี่ยงกลืนกินแผ่นดินของพวกเขาทั้งหมด แต่บรรดาผู้นำประเทศ โดยเฉพาะชาติยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงอันดับต้นๆ กลับละเลยที่จะนำคำเตือนเหล่านั้นไปปฏิบัติจริง