ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางสังคมสูงสุดคือเกียรติยศระดับเมเจอร์ 9 รายการ ที่สโมสรคว้ามาได้ในช่วงเวลา 9 ฤดูกาลที่ละเมิดกฎ ซึ่งประกอบด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย แชมป์เอฟเอคัพ 1 สมัย แชมป์ลีกคัพ 3 สมัย และคอมมูนิตี้ ชิลด์ อีก 2 สมัย แม้การริบถ้วยรางวัลย้อนหลังจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพรีเมียร์ลีก และไม่มีกฎบังคับให้โอนตำแหน่งแชมป์ไปให้ทีมอันดับสองโดยอัตโนมัติ แต่ในมิติเศรษฐศาสตร์กีฬา การประวิงเวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บเกี่ยวความสำเร็จ สร้างมูลค่าแบรนด์ ดึงดูดนักเตะระดับโลก และสั่งสมฐานรายได้ไปอย่างมหาศาล ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมนี้กำลังทำให้สโมสรคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล และท็อดแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งได้สงวนสิทธิ์ทางกฎหมายไว้ก่อนหน้า เตรียมยื่นฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากการเสียโอกาส ทั้งด้านเงินรางวัล ส่วนแบ่งค่าถ่ายทอดสด และโควตาบอลยุโรป
.
⚽[กระบวนการต่อสู้ชั้นต่อไป และฉากทัศน์ในอนาคต]
เส้นทางกฎหมายของคดีนี้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ หลังจากขั้นตอนการไต่สวนเพื่อกำหนดบทลงโทษทางการเงินและการกีฬาโดยคณะกรรมการชุดเดิมเสร็จสิ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์อิสระชุดใหม่ภายใน 14 วัน ทั้งนี้ ตามธรรมนูญของพรีเมียร์ลีก สโมสรจะไม่สามารถนำคดีนี้ไปยื่นต่อศาลอนุญาโตตุลาการทางการกีฬา หรือ CAS ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ เนื่องจากพรีเมียร์ลีกไม่ได้มอบเขตอำนาจให้ CAS ในข้อพิพาทภายใน
.
ทางรอดสุดท้ายในทางกฎหมายของสโมสร จึงเหลือเพียงการนำคดีขึ้นสู่อุทธรณ์ต่อศาลพาณิชย์ของอังกฤษ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ ค.ศ. 1996 โดยสโมสรต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากระบวนการพิจารณาของพรีเมียร์ลีกมีความบกพร่องร้ายแรงหรือมีความลำเอียงเชิงโครงสร้าง ซึ่งสโมสรเริ่มวางยุทธศาสตร์นี้ไว้แล้วจากการโจมตีเรื่องข้อมูลคำตัดสินรั่วไหลสู่สื่อมวลชน เมื่อประเมินระยะเวลาการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และศาลพาณิชย์ คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกราว 12-18 เดือน ทำให้บทสรุปและบทลงโทษขั้นสุดท้ายจะปรากฏอย่างชัดเจนก่อนเปิดฤดูกาล 2027/28
.
แต่ไม่ว่าผลลัพธ์ตอนท้ายจะจบลงอย่างไร คำตัดสินความผิด 114 ข้อนี้ ได้ทำลายภาพจำความบริสุทธิ์ของสโมสรลงอย่างหมดสิ้น และกลายเป็นเหตุการณ์ที่จะคงอยู่คู่ประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกไปตลอดกาล