เนชั่นทีวี

Exclusive

บทบรรณาธิการ : จุดเปลี่ยน “ภูมิใจไทย” โหมใหญ่ ใน-นอก สภาฯ 3 เหตุส่อเค้าบานปลาย

09 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

บทบรรณาธิการ : จุดเปลี่ยน “ภูมิใจไทย” โหมใหญ่ ใน-นอก สภาฯ 3 เหตุส่อเค้าบานปลาย

บทบรรณาธิการ : จุดเปลี่ยน “ภูมิใจไทย” โหมใหญ่ ใน-นอก สภาฯ 3 เหตุส่อเค้าบานปลาย

บทบรรณาธิการ : จุดเปลี่ยน “ภูมิใจไทย” โหมใหญ่ ใน-นอก สภาฯ 3 เหตุส่อเค้าบานปลาย

KEY

POINTS

  • กันยาเดือดเขย่ารัฐบาล: จับตาเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลภูมิใจไทยเผชิญมรสุมหนักทั้งใน-นอกสภา
  • ชนวนคดีฮั้ว สว.-ม็อบ: ลุ้นมติ กกต. 14 ก.ย. คดีฮั้ว สว. ผสมโรงม็อบ "สนธิ" จี้ปราบต่างชาติสีเทา
  • ชี้ชะตาเลือกตั้งโมฆะ: ศาล รธน. นัดชี้ขาดปมบาร์โค้ดบัตรปาร์ตี้ลิสต์ 28 ก.ย. ส่อสะเทือนขั้วอำนาจ
     

เดือนกันยายน กลายเป็นเดือนกันยาเดือด แม้จะมีฝนตก แต่กลายเป็น “ฝนกรด” อาจทำให้รัฐบาลปวดแสบปวดร้อนได้เหมือนกัน จากเดิมที่คิดว่าจะมีงานใหญ่ กระทบรัฐบาลแค่ “คดีฮั้ว สว.” แต่ล่าสุดมีม็อบคุณสนธิมาผสมโรง แถมโยงเรื่อง “ยิวเทา - จีนเทา - อินเดียเทา - ไทยเทา” และนัดชุมนุมลงถนน ทำให้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลายไม่คาดคิด

 

หากเราดูไทม์ไลน์ของเดือนกันยายน จะพบว่าถูกจัดวางให้เห็น “หมากเกมทางการเมือง” ที่มีการเซ็ตเอาไว้แบบ “ไม่บังเอิญ” คือ 2 สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน เดิมมีการเผชิญหน้าในสภา ระหว่าง “พรรคประชาชน” กับ “พรรคภูมิใจไทย” ปักหมุด 10 กันยายน ฝ่ายค้านจะได้อภิปรายรายงานของ กกต.หรือไม่ ซึ่งจะกระทบชิ่งถึงคดีฮั้ว สว. เป็นการโหมโรง ขยายผลก่อนตัดสินแน่นอน 

 

แต่ล่าสุดมีกิจกรรมลงถนนมาเติมเชื้อไฟ จาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล 10 กันยายน พาผู้ชุมนุมบุกสถานทูตอิสราเอล จุดประเด็นทวงคืนประเทศไทย ไล่ต่างชาติสีเทา ประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนไหว ที่กระแสชาตินิยมอาจตีกลับ "รัฐบาลชาตินิยม" จึงเห็นความพยายามของรัฐบาล ในการเร่ง "เนรเทศ" ต่างชาติอันธพาล ที่มาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในบ้านเรา และให้ DSI ตั้งแท่นสอบสวนเครือข่ายนอมินีสีเทาเชื่อมโยง "โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์" แกนนำศูนย์กลางเครือข่ายชาบัดไทย และผู้นำทางศาสนายิวระดับสูงของชุมชนชาวยิวในประเทศไทย (Chief Rabbi of Thailand) ซึ่งได้รับสัญชาติไทยเมื่อปี 2560 ชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหา หวังสยบความไม่พอใจของคนในสังคม

 

ในขณะที่อีกฟาก วันที่ 12-13 กันยายน ยังมีกิจกรรมอุ่นเครื่องก่อนวัน กกต.ลงมติฮั้ว สว. ทั้งไอลอว์ ที่นำโดย “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” และ พรรคประชาชนก็จะมีเวทีเสวนาอีกคำรบหนึ่ง โดย กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระฯ ที่นำโดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ด้วย ยิ่งเร่งอุณหภูมิให้ร้อนแรงขึ้นไปอีก เมื่อ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลุยใช้เวทีนอกสภา ลงถนนกดดัน กกต. ร่วมกับไอลอว์ ประกาศเข้าร่วม จนถูกฝ่ายรัฐบาลติติงว่า เหมาะสมหรือไม่กับบทบาท “ผู้นำฝ่ายค้าน”

 

และตั้งแต่ “สัปดาห์กลางเดือน” กันยายน เป็นต้นไป 14 กันยาฯ กกต. ลงมติคดี ฮั้ว สว. ลุ้นส่งคำร้องไปศาลฎีกากี่ราย หลักหน่วย หลักสิบ หรือ หลักร้อย และต้องจับตาต่อทันทีถึงท่าที และกระแสสังคม ยอมรับได้แค่ไหนกับมติ กกต. ที่สำคัญ คือ “ฝ่ายแค้น” ท่าทีม็อบคุณสนธิ จะประกาศลงถนน เพราะ รับไม่ได้กับฟางเส้นสุดท้าย คือ มติ กกต.หรือไม่ หากสถานการณ์ส่อเค้าบานปลาย หรือคลุมเครือ กกต.แจงไม่เคลียร์ สังคมรับไม่ได้ จะนำไปสู่คดีสำคัญปลายเดือน

 

🔵 จับตาเลือกตั้งโมฆะ “บัตรปาร์ตี้ลิสต์” ลิดอำนาจน้ำเงิน

 

28 กันยาฯ ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดี "คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด" บัตรเลือกตั้ง คดีนี้ยืดเยื้อมานาน เป็นคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การจัดพิมพ์บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรที่ผู้ใช้สิทธิลงลายมือชื่อตอนรับบัตรไปกากบาทนั้น อาจทำให้สืบทราบตัวตนของผู้ลงคะแนนจนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

 

หากศาลเห็นว่า ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ก็เข้าข่าย “ขัดรัฐธรรมนูญ” ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ข่าวจาก “คนทำม็อบ” แกนนำม็อบหลายราย เชื่อว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ “การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” สอดคล้องกับข่าวจากคนใน “แวดวงโรงพิมพ์” ชั้นนำของประเทศ ซึ่งไปเป็นพยานคดีนี้ในศาลรัฐธรรมนูญ แย้มข้อมูลให้ฟังว่า 

 

“มีแนวโน้มศาลจะวินิจฉัยให้ ผิด 1 ใบ คือ บัตรปาร์ตี้ลิสต์” เหตุผลคือ มีการพิมพ์บาร์โค้ดเป็นครั้งแรก และทำให้สามารถไล่เช็คย้อนหลังได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใด ลำดับที่เท่าไร เลือกเบอร์อะไร ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) เคยมีคิวอาร์โค้ดมาแล้ว ในการเลือกตั้งปี 66 จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้จะมีข้อมูลระบุว่า สามารถตรวจเช็คย้อนหลังได้เหมือนกันก็ตาม 

 

หากเรื่องนี้จริง ผลสะเทือนทางการเมืองจะรุนแรงมากทีเดียว กล่าวคือ รัฐบาลชะงัก แม้จะไม่ล้ม เพราะจำนวน สส.หายไป 100 คน คือ บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ แม้รัฐบาลจะครองเสียงข้างมากอยู่ได้ แต่ก็บริหารประเทศต่อไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้ว สภายังเปิดไม่ได้ เพราะยังมี สส.ไม่ถึง 95% และอย่าลืมว่า “นายกฯยังไม่ได้เป็น สส. จึงเป็นนายกฯไม่ได้”

 

อาจต้องมีกระบวนการจัดการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะบัตรปาร์ตี้ลิสต์ให้เรียบร้อยก่อน ผลการเลือกตั้งใหม่ มีโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.น้อยลง เพราะเป็นบัตรปาร์ตี้ลิสต์ และคะแนนนิยมตกต่ำในช่วงนี้ จำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ อาจไปเพิ่มให้พรรคเพื่อไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพลิกขั้วการเมืองง่ายขึ้นตามสมการตัวเลขทางคณิตศาสตร์  

 

สอดรับโจทย์การเมืองใหม่ที่ “เนชั่นทีวี” เคยรายงานเอาไว้ นั่นก็คือ มีโจทย์เปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่เปลี่ยนข้าง คือ สายอนุรักษ์นิยมยังกุมบังเหียน แม้อาจเปลี่ยนตัวผู้เล่น เฉพาะที่สำคัญ และหากจำเป็นจริงๆ อาจยอมให้พรรคส้ม เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ไปไม่ไหวจริง จากกรณี ฮั้ว สว. 

 

ข่าวล่าสุด