ด้านนโยบายภาษี กรมสรรพากรได้ออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องหลายมาตรการ แบ่งเป็น
1. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เช่น มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยการขยายระยะเวลาการให้หักรายจ่ายการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax ได้ 2 เท่า, มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุน Digital Transformation ของ SMEs
2. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษา, มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยการขยายระยะเวลาการให้หักลดหย่อนและหักรายจ่ายการบริจาคให้แก่องค์กรกีฬาระดับประเทศและระดับจังหวัดผ่านระบบ e-Donation ได้ 2 เท่า
3. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคม เช่น การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม [Social Enterprise (SE)] โดยเพิ่ม
สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
4. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนใช้พลังงานทดแทน โดยการให้หักลดหย่อนค่าซื้อและค่าติดตั้ง Solar Rooftop ได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท, มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอนุรักษ์พลังงาน โดยการให้หักค่าใช้จ่ายและรายจ่ายการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงหรือวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (ฉลาก 5 ดาว) ได้ 1.5 เท่า
5. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เช่น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ โดยการให้หักลดหย่อนค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทในแต่ละปีภาษี
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศกรมสรรพากรในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ Committee on Fiscal Affairs (CFA) ของ OECD เป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ได้รับ Technical Opinion จาก Working Party ภายใต้คณะกรรมการของ OECD นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังมีความก้าวหน้าในการยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศอีกหลายประการ เช่น
การลงนามในความตกลงพหุภาคีเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล GloBE Information Return [Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information (GIR MCAA)] เพื่อใช้ในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-Up Tax)
การเข้ารับการประเมินการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลภาษีที่ได้รับจากต่างประเทศโดยคณะผู้ประเมินจาก Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes ของ OECD ซึ่งผ่านการประเมินและได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาการดำเนินการต่อไป
การลงนามบันทึกความเข้าใจ [Memorandum of Understanding (MOU)] ระหว่างกรมสรรพากรกับ National Tax Service (NTS) สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การพัฒนาบุคลากร และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ด้านการพัฒนาบริการดิจิทัล กรมสรรพากรสามารถพัฒนาบริการดิจิทัลได้ตรงตามความต้องการของผู้เสียภาษี ดังจะเห็นได้จากมีผู้ใช้บริการดิจิทัลต่าง ๆ เพิ่มขึ้นดังนี้
e-Filing คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 96.05 ของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 94.52 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่กรมสรรพากรเชื่อมโยงข้อมูล กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Pre fill) ผ่านระบบ D-MyTax
e-Tax Invoice & e-Receipt มีผู้ประกอบการใช้บริการ 22,259 ราย เพิ่มขึ้นจาก ปี 2568 จำนวน 4,719 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.90 ครอบคลุมสถานประกอบการ 207,965 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 8,810 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 4.42
e-Withholding Tax มีผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายใช้บริการ 20,240 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 2,755 ราย คิดเป็นร้อยละ 15.76
นอกจากนั้น ยังมีการเปิดบริการดิจิทัลใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เช่น ขยายบริการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน Open API ให้รองรับแบบ ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91, ภ.ง.ด.54, ภ.พ.30 และ ภ.พ.36 ขยายบริการ e-Stamp Duty สำหรับตราสารที่เป็นกระดาษ (อ.ส.4, อ.ส.4ก และ อ.ส.4ข) ผ่านเว็บไซต์และ Open API เปิดบริการ e-Filing สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมรดก (ภ.ม.60)”
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการปฏิบัติราชการดังกล่าวยืนยันถึงความตั้งใจแน่วแน่ของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทุกคนในการปฏิบัติพันธกิจ จัดเก็บภาษีตรงเป้า นโยบายตรงกลุ่ม บริการตรงใจ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ว่า “องค์กรชั้นนำที่จัดเก็บภาษีอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ด้วยนวัตกรรมและบุคลากรคุณภาพ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง