เนชั่นทีวี

ข่าว

สหรัฐฯ เผยแผน FORTRESS สั่งฐานทัพรับมือสงคราม 90 วัน

31 ต.ค. 2569 | thunchanok_kul

สหรัฐฯ เผยแผน FORTRESS สั่งฐานทัพรับมือสงคราม 90 วัน

รัฐบาลหลายประเทศตื่นตัว ไม่เกินจริง แต่เกิดจากการประเมินตรงกันว่า "จุดเปราะบาง" หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศแผน "ฟอร์เทรส" ให้ทหารที่ฐานทัพทั่วประเทศสำรองเสบียงให้อยู่ได้ 90 วัน นี่อาจเป็นคำเตือนให้เตรียมรับสงครามใหญ่ก็เป็นได้

รัฐบาลหลายประเทศตื่นตัว ไม่เกินจริง แต่เกิดจากการประเมินตรงกันว่า "จุดเปราะบาง" หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศแผน "ฟอร์เทรส" ให้ทหารที่ฐานทัพทั่วประเทศสำรองเสบียงให้อยู่ได้ 90 วัน นี่อาจเป็นคำเตือนให้เตรียมรับสงครามใหญ่ก็เป็นได้

KEY

POINTS

  • เพนตากอนเปิดแผน FORTRESS: สั่งฐานทัพทั่วสหรัฐฯ สำรองเสบียง-ยุทโธปกรณ์ พึ่งพาตนเองนาน 90 วัน ไม่ง้อระบบพลเรือน
  • ผุดนิวเคลียร์พกพาป้อนพลังงาน: ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กและไมโครกริด ตัดขาดระบบไฟฟ้าพลเรือนกันโดนแฮก
  • เตรียมระดมโรงงานพลเรือน: วางเครือข่ายเปลี่ยนโรงงานเอกชนผลิตยุทโธปกรณ์ รับมือสงครามไฮบริดและสงครามไซเบอร์

1 พฤศจิกายน 2569 มาตรการสำรองเสบียง ที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของพลเรือน" (Civil Resilience) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามยุคใหม่ และความเสี่ยงในด้านต่างๆ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสงคราม การโจมตีทางไซเบอร์ และภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้ว น่าจะไม่เกินจริง ตอกย้ำด้วยการที่สายการบินจาก 25 ประเทศ ประกาศระงับเที่ยวบินไปตะวันออกกลาง

 

ซึ่งล่าสุด กองทัพสหรัฐฯ ประกาศเตรียมพร้อมรับมือสงครามใหญ่ เปิดตัวแผน "ฟอร์เทรส" (FORTRESS) สั่งฐานทัพหลักทั่วประเทศ สำรองเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้อยู่ได้นาน 90 วัน โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสนับสนุนภายนอก

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน กำลังเร่งดำเนินโครงการยุทธศาสตร์ชิ้นสำคัญ รหัส "ฟอร์เทรส" (Federal Operations for Resilience, Troop Resources, Energy, Supply, and Survivability) มีเป้าหมายหลักในการยกระดับความพร้อม และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานทัพและหน่วยงานทางทหารที่สำคัญทั่วประเทศให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน (3 เดือน) โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบสนับสนุนจากภาคพลเรือนภายนอก

แผนยุทธศาสตร์ฟอร์เทรส ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับช่องโหว่ด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้บริหารระดับสูงและนักวางแผนทางทหารตระหนักดีว่า หากเกิดความขัดแย้งระดับโลก หรือวิกฤตการณ์รุนแรงในอนาคต แนวรบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ปฏิบัติการโพ้นทะเลอีกต่อไป แต่อาจลุกลามมาถึงเครือข่ายอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

 

รายละเอียดแผน ฟอร์เทรส

  1. กำหนดให้ฐานทัพต้องมีคลังสำรองฉุกเฉินที่พร้อมใช้งาน ทั้งกระสุนปืนและอาวุธยุทโธปกรณ์, เชื้อเพลิง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, แร่ธาตุสำคัญ, เวชภัณฑ์ทางการแพทย์, อะไหล่ ซ่อมบำรุง และระบบการสื่อสาร โดยขนาดของคลังสำรองจะถูกคำนวณจากอัตราการบริโภคคาดการณ์และระยะเวลาในการเติมเสบียงยามวิกฤต
  2. ใช้ระบบพลังงานอิสระ พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบพกพา (Portable Nuclear Reactors) ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และระบบไมโครกริด (Microgrids) เพื่อตัดการเชื่อมต่อจากระบบไฟฟ้าพลเรือน
  3. กระจายช่องทางซัพพลายหรือแหล่งผลิตสำรอง
  4. พึ่งพาตนเองด้านระบบสาธารณูปโภคให้ทำงานต่อไปได้นานอย่างน้อย 3 เดือน
  5. การตั้งสำนักงานโครงการ โดยมีคำสั่งแต่งตั้งสำนักงานโครงการ ฟอร์เทรส อเมริกา (FORTRESS America) ภายใต้การกำกับดูแลของรองปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายการจัดซื้อ และการสนับสนุน (Under Secretary of War for Acquisition and Sustainment)

FOX News เป็นเจ้าแรกที่รายงานข่าวนี้ โดยเน้นว่า หากเกิดสงครามครั้งใหญ่ที่อาจทำให้ระบบไฟฟ้าล่ม ขัดขวางห่วงโซ่อุปทาน และคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในดินแดนอเมริกาและกระทรวงกลาโหมฯ กำลังวางรากฐานให้โรงงานพลเรือนเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเพื่อการป้องกันประเทศในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งเตรียมห่วงโซ่อุปทานทางเลือกและคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้มั่นใจว่าอาวุธ เชื้อเพลิง และวัสดุจำเป็นอื่นๆ จะยังคงไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อกำหนดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เกี่ยวกับวิธีการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่อแผ่นดินอเมริกา ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ที่สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารภายในอเมริกา

 

สำหรับภารกิจด้านการป้องกันประเทศที่สำคัญที่สุดของกองทัพ โครงการริเริ่มนี้ ยังกำหนดให้มีเส้นทางการจัดหาหรือการผลิตที่มีคุณสมบัติอย่างน้อยสองเส้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงที่การสูญเสียโรงงาน ซัพพลายเออร์ หรือขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียวอาจขัดขวางปฏิบัติการทางทหาร องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเตรียมความพร้อมภาคการผลิตพลเรือนของอเมริกาเพื่อสนับสนุนการระดมพลในยามสงคราม กระทรวงกลาโหม ยังมีแผนที่จะระบุโรงงานเชิงพาณิชย์ที่มีศักยภาพ ในการเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเพื่อการป้องกันประเทศในช่วงวิกฤต ผ่านทางเครือข่ายการผลิตสำรองพลเรือน (Civil Reserve Manufacturing Network) ซึ่งเป็นโครงการที่มีอยู่แล้วและรวมอยู่ในฟอร์เทรส

 

โครงการนี้ ยังเรียกร้องให้มีการทดสอบความเครียดทางอุตสาหกรรมและการฝึกซ้อมระดมกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าผู้ผลิตสามารถรักษาการผลิตไว้ได้หรือไม่ ในช่วงที่มีการหยุดชะงัก ยืดเยื้อ ซึ่งนับจากนี้ "สงครามตามรูปแบบ" (Conventional Warfare) ไปสู่สงครามไฮบริด " (Hybrid Warfare) และ สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) อย่างเต็มตัวแล้ว ความน่ากลัว ก็คือ ภัยคุกคามมันไม่ได้มีแค่วิถีกระสุนที่วิ่งข้ามพรมแดน แต่มันคือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า แบบที่รัสเซียเผชิญ หรือการแฮกข้อมูลระดับสะเทือนโลกอย่างที่ไบแนนซ์ (Binance) เพิ่งโดน

ข่าวล่าสุด