เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : “ทหารอเมริกัน Gen Z” ลบภาพจำยุคสงครามเย็น

06 ก.ย. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : “ทหารอเมริกัน Gen Z” ลบภาพจำยุคสงครามเย็น

การเลือกเดินทางมาเทียบท่าประเทศไทยของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ทำให้คนไทยตื่นเต้นและคนทั้งโลกฮือฮา แม้เรือที่ถูกขนานนามว่า “เมืองลอยน้ำ” ลำเดียวกันนี้เคยมาแวะชลบุรีแล้ว 2 ครั้งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ครั้งนี้เป็นการมาหลังเหนื่อยล้าจากการทำสงครามอิหร่านมาครึ่งปีและลอยอยู่กลางทะเล 286 วัน จนทุบสถิติออกปฏิบัติการโดยไม่แวะเทียบท่าติดต่อกันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ท่ามกลางข่าวคราวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และกำลังใจของกำลังพลบนเรือ

ผมเชื่อว่าทุกคนคงได้เห็นคนออกมาโพสต์แซวกันเต็มโซเชียลไปหมด โดยส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องใต้สะดือ บ้างก็แซวว่าเดี๋ยวเมืองไทยจะมีลูกครึ่งอีกเพียบ นั่นก็เพราะว่าคนไทยยังคงมีภาพจำของทหารอเมริกันมาจาก “ยุคสงครามเย็น” ที่สหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานในการทำสงครามเวียดนาม ซึ่งสงครามดังกล่าวกินเวลาถึงเกือบ 20 ปี จนสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรม เกิดเป็นเพลงลูกทุ่งเกี่ยวกับ “เมียเช่า” บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างสาวไทยกับทหารจีไอ
 


🔵 [เลือกช้อปปิ้งมากกว่าบาร์เบียร์]


แต่กลายเป็นว่าการมาพัทยาครั้งนี้ของทหารอเมริกันเกือบ 5,000 นาย แม้จะมีคำสั่งห้ามเข้าซอย 6-7 และมีข่าวว่าบางนายเกิดเมาทะเลาะวิวาทจนถูกส่งกลับขึ้นเรือก็ตาม แต่ทหารส่วนใหญ่ที่เป็นวัยรุ่น Gen Z เลือกที่จะ “ใช้ชีวิตปกติ” กินแฮมเบอร์เกอร์ จิบกาแฟ ช้อปปิ้งหาซื้อของฝากไปให้คนที่บ้านจนถุงเต็มไม้เต็มมือ เที่ยวสถานที่ทางวัฒนธรรม เช่น ปราสาทสัจธรรม ตลาดน้ำ 4 ภาค สวนนงนุช สวมชุดไทย ขี่ช้าง และเข้าร้านสัก แม้กระทั่งร้านทำเล็บ สวนทางกับสถานที่เที่ยวกลางคืนที่เจ้าของบาร์ตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เน้น “ชมเมือง” มากกว่าเข้าไปดื่มในร้าน

ขณะเดียวกันนี่ยังสะท้อนถึง “ความเข้มงวด” ของผู้บังคับบัญชา ที่มีคำสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท และยังมี “รุ่นพี่” คอยประกบไม่ให้นอกลู่นอกทาง ด้วยการตั้งกลุ่มประสานงานชายฝั่ง (Shore Liaison Group) เพราะไม่ว่าอย่างไรทุกสิ่งที่ทหารทำ ไม่ว่าจะทางบวกหรือทางลบก็ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

🔵 [ทำไม Gen Z ยังอยากเป็นทหาร?]


สหรัฐฯ เปลี่ยนระบบจากการเกณฑ์ทหารมาเป็นแบบสมัครใจตั้งแต่ปี 2516 โดยเป็นผลพวงจากสงครามเวียดนามที่ลากยาวจนเกิดกระแสต่อต้านโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลายคนเลือกที่จะหนีทหารดีกว่าไปร่วมสงครามที่ไม่รู้ว่ารบไปเพื่ออะไรและจะจบลงเมื่อไหร่ บวกกับคำสัญญาของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ให้คำมั่นว่าจะยกเลิกระบบเกณฑ์ทหาร

แต่การยกเลิกก็ไม่ทำให้สหรัฐฯ ขาดแคลนกำลังพลในภาพรวม ด้วยการวางระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สูงพอจนยังคงดึงดูดคนใหม่ๆ เข้ามาสู่กองทัพได้ อย่างไรก็ตามระบบเกณฑ์ทหารเพียงแค่ถูกระงับไว้ หากประธานาธิบดีหรือสภาคองเกรสประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติอย่างร้ายแรงเมื่อไหร่ ก็สามารถนำการเกณฑ์ทหารกลับมาบังคับใช้ใหม่ได้เสมอ

มีการสำรวจของ Gallup เมื่อช่วงต้นปีก่อนเริ่มสงครามอิหร่าน พบว่าประชาชน 50% มองว่ากองทัพมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ส่วนอีก 31% มองว่ายังแข็งแกร่งไม่พอ ขณะที่การสำรวจโดย Pew Research Center เมื่อปี 2567 ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ามาเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 พบว่า หากเปรียบเทียบกับสถาบันทางสังคมอื่นๆ ในสหรัฐฯ กองทัพถือว่าเป็นสถาบันที่มีเรตติ้งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยประชาชน 60% มีมุมมองแง่บวกต่อกองทัพ แต่หากแยกกลุ่มอายุแล้วพบว่า ในวัยรุ่นอายุระหว่าง 18-29 ปี กลับมีมุมมองแง่ลบมากกว่าบวกที่ 53% ต่อ 43% สวนทางกับช่วงอายุอื่น

แล้วทำไมคนอเมริกันรุ่นใหม่บางคนถึงยังอยากเป็นทหาร? คำถามนี้คงไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลส่วนตัวของแต่ละบุคคล แต่เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยมาจากครอบครัวทหารที่มีการปลูกฝังค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่น บางคนอาจต้องการโอกาสเข้าถึงการศึกษา ขณะที่บางคนก็อาจหางานอื่นทำไม่ได้และต้องการรายได้รวมทั้งสวัสดิการที่มั่นคง เพื่อหวังปลดหนี้เงินกู้ยืมค่าเล่าเรียนระดับมหาวิทยาลัย

กองทัพสหรัฐฯ มี 2 ช่องทางหลักในการช่วยลดภาระหนี้ของกำลังพล คือ เงินช่วยชำระหนี้หากมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข (LRP) สูงสุด 65,000 ดอลลาร์หรือกว่า 2.1 ล้านบาท และแบบ PSLF ที่ช่วยยกหนี้คงเหลือหลังทำงานครบ 10 ปี หรือเทียบเท่ากับการชำระเงินกู้ไปแล้วประมาณ 120 งวด นอกจากนี้ในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมา กองทัพยังปรับขึ้นเงินเดือนทหารทั้งระบบเฉลี่ย 4.5% และเพิ่มอีก 10% สำหรับทหารชั้นผู้น้อย ยังไม่นับกฎหมายงบประมาณกลาโหมปีนี้ที่เตรียมเพิ่มอีก 3.8%
 


🔵 [“รัฐบาลทรัมป์” ย้อนยุคภาพลักษณ์ทหาร]


ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผลที่เกิดขึ้นคือในปีที่ผ่านมากองทัพสหรัฐฯ มียอดรับสมัครกำลังพลสูงที่สุดในรอบ 15 ปี ขณะที่ในปีนี้กองทัพประกาศว่ามียอดผู้สมัครรับใช้ชาติครบตามที่ต้องการก่อนกำหนดถึง 2 เดือนที่ 61,500 นาย จากเป้าหมาย 61,000 นาย ตรงข้ามกับเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วที่ยอดรับสมัครต่ำกว่าเป้า

อย่างไรก็ตามปีนี้กองทัพบกได้ปรับเพิ่มเพดานอายุที่สามารถสมัครได้จากไม่เกิน 35 ปี เป็นไม่เกิน 42 ปี รวมถึงการยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมฐานครอบครองกัญชาหรืออุปกรณ์เสพยาเพียงครั้งเดียว หลังมีการประมาณการว่า 71% ของคนหนุ่มสาวชาวอเมริกันไม่ผ่านเกณฑ์ในการรับราชการทหาร จากปัจจัยด้านสุขภาพ น้ำหนัก การศึกษา ไปจนถึงประวัติอาชญากรรมด้วย

หลังถูกทรัมป์เลือกมารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม “พีท เฮกเซธ” ได้ประกาศจะปรับภาพลักษณ์ให้กับทหารอเมริกันเสียใหม่ โดยวิจารณ์ว่าที่ผ่านมากองทัพไปเน้นอุดมคติทางการเมืองหรือ Woke จนเกินไป และจำเป็นต้องกลับมาสู่ "จรรยาบรรณนักรบ" แบบดั้งเดิม ด้วยการสั่งโกนหนวดเครา วิจารณ์ “นายพลลงพุง” ทดสอบสมรรถภาพร่างกายปีละ 2 ครั้ง และกลับมาใช้มาตรฐานร่างกายแบบเพศชายที่ผู้หญิงก็ไม่ได้รับการยกเว้น ต้องผ่านมาตรฐานนี้ด้วย ส่วนนายพลคนไหนที่คัดค้านหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เฮกเซธกล้าปลดมาแล้วนักต่อนัก เพราะมั่นใจว่าเขาเป็นคนโปรดของทรัมป์

ในด้านหนึ่งการมาเยือนของเรือ USS Abraham Lincoln สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-สหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงเรียกไทยว่าเป็น “พันธมิตรตามสนธิสัญญา” แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาไทยจะถูกมองว่าใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ในขณะที่ทหารอเมริกัน Gen Z ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาพจำในยุคสงครามเย็น แล้วภาพลักษณ์ที่คนทั้งโลกมองประเทศไทย ทำไมถึงยังเหมือนเดิม?

ข่าวล่าสุด