ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ อินเตอร์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ เสนอให้รัฐบาลเดินหน้า “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” แบบครบวงจรโดยด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มสะดุด การส่งออกถูกกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ส่งผลให้ฐานการผลิตส่อเค้าชะลอ ต่างชาติลังเลลงทุน
“วันนี้ไทยไม่มีทางเลือก เม็ดเงินไม่เข้า เราต้องสร้างกลไกใหม่ดึงทุนต่างชาติกลับมา” ดร.ณรงค์ชัย ระบุ พร้อมยกตัวอย่าง “เกาหลีใต้” ที่เคยใช้โมเดลนี้ฉุดเศรษฐกิจพ้นวิกฤต พร้อมผลักดันให้เปิดคอมเพล็กซ์หลายจุด ไม่ใช่จำกัดแค่แห่งเดียว เพื่อกระจายรายได้ กระตุ้นจีดีพีให้โตแบบก้าวกระโดด
ดร.ณรงค์ชัย เสนอให้เน้นพื้นที่หัวเมืองหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยม เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ฯลฯ ชี้ไทยมีศักยภาพทั้งภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นตลอดทั้งปี แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถแปลงนักท่องเที่ยวเป็นรายได้จริง เพราะคุณภาพนักท่องเที่ยวต่ำ ทัวร์ศูนย์เหรียญครองตลาด
“เราต้องดึงนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก ลูกค้าระดับ VIP ไม่ใช่ทัวร์ราคาถูก” พร้อมเสนอให้ผนวกกิจกรรมบันเทิง ทัวร์นาเมนต์ คอนเสิร์ตระดับโลก ฯลฯ เข้าไว้ในคอมเพล็กซ์เดียวกัน
แม้คำว่า “คาสิโน” จะยังเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมไทย แต่นัดร.ณรงค์ชัย ชี้ว่า หากไม่มีคาสิโนเป็นแกนกลาง คอมเพล็กซ์จะขาด “กิมมิก” ดึงดูดทุนและนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม พร้อมชี้ว่าใน 75% ของประเทศทั่วโลกที่มีคอมเพล็กซ์แบบนี้ ล้วนผนวกคาสิโนไว้เป็นส่วนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประเทศกลุ่มล้าหลัง ขาดเครื่องมือแข่งขัน
ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง
ปัจจุบันการพนันใต้ดินกินส่วนแบ่งตลาดสูง “เฮาส์เอจ” หรือกำไรจากผู้เล่นสูงถึง 16.5% นักวิชาการเสนอให้รัฐกำกับดูแลแบบครบวงจร พร้อมลดกำไรของคาสิโนเหลือระดับจูงใจ 10% เพื่อสู้กับบ่อนใต้ดินได้จริง ดึงคนเข้าสู่ระบบ เพิ่มรายได้รัฐ สร้างโอกาสธุรกิจบริการรอบข้างทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และขนส่ง
“อย่าคิดแค่เปิดบ่อน ต้องคิดให้ครบทุกหมวด ตั้งแต่โรงแรม 5 ดาว อควาเรียม สวนน้ำ ศูนย์ประชุม ร้านอาหารระดับมิชลิน อินฟราสตรักเจอร์ทันสมัย และขนส่งมวลชนเชื่อมตรงถึงคอมเพล็กซ์”
โมเดล “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” อาจเป็นทางรอดเดียวของไทยในยุคที่เศรษฐกิจไม่มีแรงส่ง ดร.ณรงค์ชัย เตือนหากรอช้า โอกาสดึงเงินลงทุนต่างชาติจะหายไปประเทศอื่นหมด “ญี่ปุ่นยังเปิด สิงคโปร์รุกแล้ว ไทยอย่ารอช้า”