2 เมษายน 2568 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “สังคายนาระบบเตือนภัย” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว โดยผ่านระบบ On Line ถ่ายทอดสด เพจสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
โดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ภูมิภาคของเรามีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวเยอะ จากภาพประกอบ เส้นสีต่างๆที่เห็นก็เป็นรอยเลื่อนทั้งนั้น และส่วนใหญ่อยู่ในเมียนมา บางส่วนอยู่ที่จีน และบางส่วนอยู่ในไทย แต่ที่อยู่ในไทยเป็นรอยค่อนข้างเล็ก มีอัตราการเลื่อนตัวต่ำกว่าที่อยู่ในเมียนมา ซึ่งในเมียนมาเองก็มีแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกของอินเดียกับของฝั่งไทย ซึ่งก็อยู่ตามแนวทะเลอันดามันไปถึงฝั่งตะวันตกของเมียนมา นี่คือแรงที่ให้กำเนิดแผ่นดินไหวได้ทั้งหมด แต่เราเคยประเมินความเสี่ยงก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วทำให้พอเข้าใจปัญหาอยู่ ว่าตัวที่จะมีผลกระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ มีแค่ไม่กี่แหล่ง
แนวแรกที่อาจส่งผลได้คือ รอยเลื่อนสีเทาใน จ.กาญจนบุรี อาจทำให้เกิด 7.5 ได้สูงสุด และส่งผลกระทบถึงกรุงเทพฯ เพราะมันอยู่ใกล้ โดยหลายสิบปีก่อนเกิดขนาด 5.9 ซึ่งมีผลต่อกรุงเทพฯ แต่ตอนนั้นมีอาคารสูงน้อยมาก
แนวที่สอง ที่คิดว่าอาจเป็นสถานการณ์อันตรายต่อกรุงเทพฯ คือรอยเลื่อนสกาย สีแดง ที่ผ่ากลางเมียนมา ไล่จากมัณฑะเลย์ ลงเนปดอว์ เฉียดย่างกุ้ง
และแนวสุดท้าย ที่อาจเป็นอันตรายต่อกรุงเทพฯ ได้ คือแนวมุดตัวของแผ่นเปลือกที่อยู่ฝั่งตะวันตกของเมียนมา เรียกว่าแนวมุดตัวอาระกัน
3 แหล่งนี้ คนที่ศึกษารุ่นนี้คิดว่าเป็นอันตรายต่อกรุงเทพฯ แม้จะอยู่ไกลไปมาก แต่ก็ส่งคลื่นแผ่นดินไหวมาถึงกรุงเทพฯ และเนื่องจากกรุงเทพฯ มีแผ่นดินอ่อนขนาดใหญ่ มันจะขยายความรุนแรงแผ่นดินไหวได้ประมาณ 3-4 เท่า ก็หมายความว่า แม้จะเกิดแผ่นดินไหวอยู่ที่เมืองกาญจน์ หรือรอยเลื่อนสกายที่เมียนมาห่างไปไกลมากหลายพันกิโล หรือเกิดแนวมุดตัวอาระกัน คลื่นวิ่งมาถึงกรุงเทพฯ แม้จะอ่อนแรงไปแล้วเพราะมันไกล แต่มันจะถูกขยายให้แรงขึ้นมาใหม่ได้ 3-4 เท่าตัว และสิ่งที่ขยายขึ้นมาก็เป็นคลื่นความถี่ต่ำ หมายความว่าการสั่นสะเทือนที่อยู่บนผิวดิน จะเคลื่อนตัวแบบช้าๆ ไปซ้ายทีขวาที เป็นจังหวะที่กว่าจะครบรอบใช้เวลาหลายวินาที
นี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คนอยู่บนดินจะรู้สึกว่าเราเวียนหัว จังหวะช้าๆ ซึ่งการสั่นแบบช้าๆไม่ค่อยส่งผลต่ออาคารขนาดเล็ก เพราะจังหวะไม่ตรงกัน เราเรียกว่าความถี่ธรรมชาติ แต่อาคารที่โยกตัวเข้ากับจังหวะของพื้นดิน คือโยกตัวช้าๆเหมือนกัน นั่นคืออาคารสูง ก็จะมีผลกระทบรุนแรง อาทิ คอนโด อาคารออฟฟิศสูงๆ และมีอาคารถล่มเกิดขึ้น
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวเพิ่มอีกประเด็นว่า ตั้งแต่ปี 2550 มีกฎหมายกำหนดว่าอาคารในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะต้องออกแบบให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ เรามีมาตรฐานการออกแบบที่กำหนดโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เห็นนี้เป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่และมาตรฐานก็มีมานานพอสมควรแล้ว และมีการกำหนดเส้นกราฟว่าในกรุงเทพฯ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 10 แอเรีย โดยแอเรียที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือหมายเลข 5 ก็คือ กรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี โดยใช้เส้นกราฟหมายเลข 5 หรือ โซน 5 ซึ่งจะระบุถึงความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำหรับเหตุการณ์ที่เมื่อวันศุกร์ ระดับที่เราประเมินไว้ เชื่อว่าสูงสุดที่จะเป็นไปได้ แต่โอกาสที่จะเกิดแบบนั้นมีน้อยมากในช่วงชีวิตเรา หรือ มีโอกาส 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องออกแบบเผื่อไว้ให้มันทนได้ เพราะฉะนั้นอัตราเร่งของการสั่นสะเทือนที่เราเอาผลมาได้ นำมาคำนวณเป็นเส้นกราฟ แม้ประชาชนทั่วไปอาจเข้าใจยาก แต่ขอ
ให้รู้ว่า ยิ่งค่าสูง แปลว่าแรงที่กระทำต่ออาคารจะแรงมาก ถ้าเส้นลงมาต่ำก็จะเบาลงตามสัดส่วน
นอกจากนี้ การออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวทั้งในและต่างประเทศ เราเน้นไปที่โครงสร้างหลัก เช่น เสาไม่พัง กำแพงคอนกรีตต้องไม่เสียหาย แต่เราไม่ได้เน้นโครงสร้างรอง ก็คือพวกส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่นกำแพงกั้นห้อง พาดิชั่นวอล์ ฝ้าเพดาน ระบบท่อน้ำท่อประปา เพราะฉะนั้นมันมีโอกาสที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่หลายคนเจอและไม่อยากกลับเข้าไปอยู่ ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่จะมีอาคารส่วนน้อยที่เสียหายไปถึงโครงสร้างหลักด้วย อาคารเหล่านั้นคงต้องไปตรวจดูอีกทีว่าออกแบบดีจริงหรือไม่ เส้นกราฟที่เราใช้ประเมินระดับความรุนแรงสูงสุดที่อธิบายไป เป็นอธิบายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยากมาก โอกาสในช่วงชีวิตของเราจะเจอไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดแล้วจะได้ไม่เสียใจ สามารถรักษาชีวิตคนได้
ส่วนที่หลายคนอยากรู้ว่ารอยเลื่อนที่ยังไม่แสดงพลัง มีโอกาสจะเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ที่เป็นดินอ่อนนั้น ศ.ดร.เป็นหนึ่ง บอกว่า เรามีรอยเลื่อนเต็มไปหมด บางตัวก็อยู่ห่างไปไกล บางตัวมีศักยภาพทำให้เกิดแผ่นดินไหวไม่แรงนัก ก็ต้องดูส่วนผสมทั้งขนาดและระยะห่าง ถ้ามันแรงได้ระดับหนึ่งและอยู่ใกล้พอสมควร ก็เป็นอันตราย แต่ถ้าบางตัวแรงมากขึ้นไปอีกได้ แม้จะอยู่ห่างก็พิจารณาด้วย มันก็มีประมาณ 3 จุดใหญ่ๆ คือ กาญจนบุรีขนาด 7.5 ห่างไป 200 กิโลเมตร , รอยเลื่อนสกาย ห่างไป 400-1000 กิโลเมตร มีขนาด 8 , และแนวมุดตัวอาระกัน อาจจะเป็นได้ถึงขนาด 9 ห่างไปประมาณ 600-700 กิโลเมตร
เมื่อถามว่า เราเคยผ่านมาแล้วประมาณ 260 ปี จะมีผลหรือไม่ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ตอบว่า แนวมุดตัวอาระกัน มีนักธรณีวิทยาหลายคณะตรวจสอบ แต่ที่อธิบายชัดเจนที่สุดก็คือของชาวต่างชาติ ที่เขาเช็คดูว่ามีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในแนวมุดตัวอาระกันมาแล้วกี่ครั้ง ปีไหนบ้าง ซึ่งก็พบว่าเกิดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ที่เกิดเกินขนาด 8.5 และครั้งล่าสุดที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวคือ 260 ปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยระยะห่างระหว่างแผ่นดินไหวใหญ่แต่ละครั้งประมาณ 400-500 ปี แต่บางครั้งมันก็สั้นกว่านั้น หรือยาวกว่านั้น เราเรียกว่า return period ภาพการเกิดซ้ำประมาณ 400-500 ปี ครั้งที่แล้วเกิด 260 ปีมาแล้ว มันก็อาจสะสมพลังงานได้ที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะระเบิดในเร็ววัน อาจจะระเบิดเร็วกว่าปกติไม่ถึง 400 ปี หรืออาจจะรอไปถึง 700 ปี และยังไม่ระเบิดก็เป็นไปได้ แต่มันมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกรุงเทพฯ
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ยังบอกอีกว่า ไม่เป็นห่วงระบบเตือนภัย เพราะหลังจากนี้คนจะเอาใจใส่มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรทำคือพื้นที่อื่นในประเทศไทยมีหลายส่วนที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวอยู่ ดังนั้นหวังว่าจะมีการใส่ใจเรื่องพวกนี้มากขึ้น อาคารอ่อนแอที่อยู่ในภาคเหนือ ก็ควรมีการทบทวนและประเมิน ถ้าเป็นไปได้ก็เสริมกำลังอาคารที่อ่อนแอเหล่านั้น เพราะตนเห็นอาคารโรงเรียนจำนวนมากที่อ่อนแอ แต่ก่อนจะเสริมกำลังก็ต้องประเมินก่อน ว่าอาคารไหนอ่อนแอ และต้องเสริมอย่างถูกวิธีนี่คือสิ่งที่ควรทำต่อไปในอนาคต ซึ่งทีมวิจัยของเราเคยไปเสริมกำลังอาคารมาแล้วที่เชียงใหม่ ประมาณ 7 หลัง จะใช้เงินประมาณ 10-20% ของราคาอาคารที่สร้างใหม่ ก็หมายความว่าถ้าเรามีงบสร้างอาคารใหม่ 1 แห่ง ถ้าเอางบนั้นไปเสริมอาคาร จะได้ 5-10 หลัง ก็น่าจะเป็นวิธีใช้งบที่มีประสิทธิภาพกว่า และเราก็จะใช้อาคารได้อย่างปลอดภัยในอนาคต
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องสำรวจลอยเลื่อนเพิ่มและจัดทำพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวหรือไม่ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวว่า การสำรวจรอยเลื่อนของประเทศไทยควรทำอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลเรายังมีน้อยมาก และที่ผ่านมางบสำรวจรอยเลื่อนก็มีน้อยมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ อย่างปัญหาของกรุงเทพฯ ก็ต้องไปเน้นการสำรวจลอยเลื่อนที่กาญจนบุรีเป็นพิเศษ แม้จะมีสำรวจอยู่บ้างแต่น้อยเกินไป ทำให้มีข้อมูลใช้ประโยชน์ได้น้อย ส่วนภาคเหนือมีหลายรอยเลื่อนกว่าสอบแห่งที่กระจายอยู่ บางที่ก็เห็นชัดบนผิวดิน แต่ที่ซ่อนอยู่ในชั้นดินก็ต้องใช้เทคนิคทางด้านธรณีมาสำรวจ ตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินการที่เป็นเรื่องเป็นราว คิดว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องควรสำรวจอย่างสม่ำเสมอ มีงบสนับสนุนอน่างสม่ำเสมอ จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และจะได้บริหารจัดการปัญหานี้ได้
“มีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับผมว่า อาคาร สตง.ที่ถล่ม จัดเป็นอาคารสูงที่อยู่ระยะไกลที่สุดที่มันพังจากแผ่นดินไหว เมื่อเทียบกับสถิติทั่วโลก และยังเป็นอาคารที่สูงที่สุดที่ถล่มจากแผ่นดินไหวด้วย คือทั้งสูงที่สุดและอยู่ไกลจากแผ่นดินไหวมากที่สุด เพราะฉะนั้นเรามีสถิติโลกสถิติใหม่ในครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ภูมิใจนัก แต่มันชี้ให้เห็นว่าปัญหาแผ่นดินไหวของไทยอยู่ในระดับที่ต้องใส่ใจพอสมควร”
“เสรี” ยอมรับระบบเตือนภัยไทยมีปัญหา
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องระบบเตือนภัยเยอะมาก ได้รับการตำหนิมากมาย แต่หลังจากนี้ระบบจะดีขึ้น เพราะตนจะเข้ามาช่วยงานศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ แล้ว
สำหรับ สตง. เอฟเฟค ทำให้ทุกคนผวา แต่ early warning system มันมีความหมาย อย่างเช่นทันทีที่เกิดแผ่นดินไหวที่มัณ ฑะเลย์ ในช่วง 7 นาทีก่อนมาถึงกรุงเทพฯ early warning ต้องทำงาน ถ้าข้อมูลข่าวสารได้ส่งไปถึงผู้บริหารตึก สตง. หรือเจ้าหน้าที่ ที่ได้ร้บข้อความในมือถือไม่ว่าจะเป็น cell broadcast หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็จะลดการสูญเสียได้ จากนั้นได้ไล่เรียงไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่แผ่รดินไหวและการแจ้งเตือนของหน่วยงานต่างๆ นี่พบว่า เกิดแผ่นดินไหว 13:20 น. โดยอาคาร สตง. ถล่มในเวลา 13.26 น. ถึง 13.27 น. ถ้าตีไปประมาณในช่วง 7 นาทีนี้ ต้องมีการแจ้งเตือน แต่กรมอุตุฯ แจ้งศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ เวลา 13.36 น.
ตอนนั้นคนเสียชีวิตไปแล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย แจ้งเจ้าหน้าที่ เวลา 13.44 น. โดยเขามี sms เฉพาะหน่วย แต่มาแจ้งกับประชาชนทั่วไป เวลา 14.30 น. ส่ง sms ไปให้ กสทช. ดูแล้วคือล่าช้ามาจากจุดเริ่มต้นที่กรมอุตุฯ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก การทำงานแบบอนุกรมต่อกันมันไม่เวิร์ค ซึ่งตนก็บอกอธิบดีไปแล้ว ว่าเวลาเกิดเหตุทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติภารกิจตัวเอง หลังจากนั้น sms ที่ กสทช. ได้รับ จะต้องประกาศทันที แต่เวลานั้น กสทช. บอกว่าแจ้งได้แค่ 2-3 แสนเลขหมายต่อชั่วโมง ดังนั้นเหตุการณ์แบบนี้ต้องแก้ไข เพราะนายกฯ ก็ตำหนิเรื่องนี้มาก ซึ่ง กสทช. ก็ต้องรับผิดชอบว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร
ทั้งนี้ คนมักเอาไปเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น หรือ J Alert ที่เตือนภัยได้ภายในหลักวินาที หรือภายใน 1 นาที สามารถแจ้งระดับเหตุการณ์ความรุนแรงของแผ่นดินไหวให้คนทราบได้ ซึ่งเราต้องปรับปรุงตรงนี้ ส่วนจะไปถึงในช่วง 1 นาทีหรือไม่ ฃก็เอาที่เหมาะสม เพราะความเสี่ยงของไทยก็คงน้อยกว่าญี่ปุ่น
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต
รศ.ดร.เสรี กล่าวต่อว่า sms กับ cell broadcast ทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง sms ทางโอปะเรเตอร์จะต้องส่งข้อมูลไปถามว่าให้ส่งเบอร์ไหน ถ้าเราไม่มีเบอร์อยู่ในมือ เราจะส่งไปให้ใคร ซึ่งโอปะเรเตอร์ต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงในการทำงาน ดังนั้น sms ประชาชนพึ่งไม่ได้ แต่จะพึ่งได้เฉพาะหน่วยงานที่มีเบอร์อยู่แล้ว sms จึงเป็นข้อจำกัดว่าไม่สามารถส่งไปส่งทุกคนได้ แต่ในเดือนกรกฎาคมนี้ นายกฯ ประกาศแล้วว่าจะต้องให้เสร็จเรื่อง cell broadcast ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องรู้เบอร์ ถ้าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ไหน เราจะตีกรอบผลกระทบ แล้ว cell broadcast จะส่งไปถึงมือถือของทุกคนที่จะได้รับผลกระทบ ส่งไปทีเดียวได้รับหมด นี่คือเทคโนโลยีที่สำคัญมาก
เมื่อถามว่า เหตุการณ์รอบนี้ sms ก็ไม่ทั่วถึง และมันไม่ได้เกิดแค่เฉพาะกรุงเทพฯ มันมีทั้งเชียงใหม่ ภาคกลาง การเป็น cell broadcast กับ sms มันจะทั่วถึงหรือไม่ รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า ทันทีที่เกิดแผ่นดินไหวมันต้องมีลำดับการประกาศล่วงหน้า แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศถึงอัตราเร่ง เพราะไม่มีประเทศไหนประกาศอัตราเร่งพร้อมกับประกาศในครั้งแรก ดังนั้นถ้าต้องประกาศว่า ขณะนี้เกิดแผ่นดินไหวที่มัณฑะเลย์ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ต่อไป ก็ให้แจ้งแบบนี้ แล้วค่อยตามมาด้วยอัตราเร่งก็ได้ ซึ่งศูนย์เตือนภัยพิบัติ และกรมอุตุฯ จะตีความว่าตรงไหนที่ประชาชนจะได้รับตามความเข้มของแผ่นดินไหว ก็มาตีกรอบพื้นที่ แล้วก็ส่ง cell broadcast ไปทีเดียว คนในกรอบนั้นจะได้รับข้อมูลทันที ถ้าเรามี cell broadcast ทำงาน ก็ไม่ต้องกังวล ซึ่งองคาพยพที่ทำให้ cell broadcast ทำงานมีหลากหลาย โดยเฉพาะโอปะเรเตอร์ กสทช.
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการแจ้งเตือนภัยต้องอาศัยอำนาจของผู้บริหาร ต้องมีคำสั่งมาก่อน ส่งต่อไปจะเปลี่ยนได้หรือไม่ รศ.ดร.เสรี บอกว่า มีการพูดคุยแล้ว ต่อไปลดขั้นตอนและการขออำนาจจากผู้บริหาร แม้ตอนนี้ยังไม่มี cell broadcast มาใช้ นายกฯ สั่งการแล้วให้ใช้ virtual platform ก่อน ก็คือ sms แต่ตนบอกแล้ว sms มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นตาม SOP การทำงานก็ส่งให้ กสทช. ก่อน แล้วกระจายไปที่โอปะเรเตอร์ แต่นายกฯ ก็สั่งการทันทีว่าให้ส่งโอปะเรเตอร์ทันที โดยไม่ต้องผ่าน กสทช. ซึ่งโอปะเรเตอร์ก็รับหลักการไปแล้ว จากนี้ก็ต้องจับตาว่า โอเปอเรเตอร์รับปากนายกฯ ไปแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะข้อจำกัดคือ sms คือต้องรู้เลขหมาย ดังนั้นต้องมีช่องทางวิทยุ โทรทัศน์ เพิ่มเติม
รศ.ดร.เสรี ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ไม่ได้รับผิดชอบภัยก่อการร้าย การจะให้ออกมาเตือนจากเหตุเหตุการณ์ฉกชิง ปล้น วิ่งราว จะเตือนได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงมหาดไทยไม่รับผิดชอบ เพราะมันอยู่ใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย แต่ศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติจะเตือน จะอำนวยความสะดวกเรื่อง cell broadcast ให้ หากเกิดเหตุปล้น ฉกชิง วิ่งราว ด้วยการใช้ cell broadcast แจ้งเตือน และเมื่อถึงพูดถึงระบบเตือนภัย แม้เราจะมี cell broadcast หรือ sms ที่ประเสริฐ แต่ถ้าขาดอีกปัจจัยอื่นร่วมก็ไม่ประสิทธิผล เช่น ความเสี่ยงของภัยพิบัติ คนเข้าใจหรือไม่ว่าเกิดแผ่นดินไหวให้มุดใต้โต๊ะ ไหมทำไมต้องมุด แต่คนไทยส่วนใหญ่วิ่งออกไป ถ้าเราไม่เชื่อกฎหมายประเทศก็จะยุ่ง ดังนั้นต้องมีการอบรม ให้รู้เรื่องของความเสี่ยงต่างๆ รวมไปถึงการกระจายข่าวผ่านสื่อมวลชนที่ไม่ใช่แค่ cell broadcast นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความรับผิดชอบของหน่วยงานที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ว่ามีความสามารถขนาดไหนในการกู้ภัยกู้ชีพ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความสามารถในการตอบสนองด้วย
สภาผู้บริโภค ตั้งข้อสังเกต ปภ. จัดทำโครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย
นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยสภาองค์กรผู้บริโภคมาเกี่ยวอะไรด้วย แต่ถ้าจำกันได้เหตุการณ์ 3 ตุลาคม 2566 ที่มีเยาวชนไล่ยิงประชาชนในห้างสยามพารากอน แต่ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็มีเสียงเรียกร้องระบบแจ้งเตือนภัย ซึ่งสภาองค์กรผู้บริโภค ได้เปิดข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พบว่าเนื้อหาระบุชัดเจนครอบคลุม ว่าเรื่องที่มีผลกระทบต่อสาธารณะชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมีผู้ทำให้เกิด ถ้ามี cell boardcast มันก็จะมีข้อมูลเข้ามาที่มือถือโดยตรง ซึ่งในทางสากลหลายประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้อันนี้เป็นตัวกระจายข้อมูลรองรับสาธารณภัยต่างๆ เราจึงได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีมหาดไทย เพราะโครงสร้างสายอำนาจบอกแบบนี้ แต่เราได้รับเอกสารตอบกลับว่า เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีการจัดทำโครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และมีความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารระบบการเคือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้บอร์ดใหญ่ของกฎหมายนี้ ตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2565 เพื่อให้ ปภ. เป็นหน่วยงานหลักในการใช้ระบบ cell boardcast แจ้งเตือนสาธารณภัย และได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2567 และผูกพันปี 2568 เพื่อดำเนินโครงการนี้
“ถ้อยคำนี้ทำให้ผมสับสนอยู่จุดหนึ่งหลังจากที่ติดตามข่าวจากสื่อ การทำถ้อยแถลงของนายกฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการใช้งบไม่ได้เป็นไปตามเอกสารนี้ แต่เป็นการใช้งบของกองทุนยูโซ่ ของ กสทช. ซึ่งเรียกเก็บจากใบอนุญาต จำนวนอย่างต่ำ 1000 ล้านบาท สรุปก็คือใช้งบของ กสทช. มาดำเนินการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและเสาะหาข้อเท็จจริงต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่เราได้รับคือทุกอย่างที่จะออกมาในปี 2568 มันช้าไปหรือไม่”
นายอิฐบูรณ์ กล่าวต่อว่า เรายังพบว่าโครงสร้างขั้นตอนการสั่งการ หรือส่งข้อความ ยังไม่มีความชัดเจน แม้จะมี cell boardcast เกิดขึ้น หรือมีเครื่องมืออย่างวิทยุโทรทัศน์ แต่การปล่อยข้อความหรือปล่อยสัญญาณ มันต้องมีคนสั่งการที่เป็นผู้รับผิดชอบในชั้นอำนาจต่างๆ แต่ตอนนี้มันไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการ เพราะถ้าประชาชนสั่งการเองก็จะถูกตำหนิว่าปล่อยข่าวลือ จึงขอฝากเรื่องนี้ให้ภาครัฐดำเนินการ และให้รองรับถึงผู้ที่พิการทางสายตา หรือผู้ที่ไม่ได้ยินเสียง เพื่อให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ทันพร้อมกัน ไม่ใช่ไปพยายามเร่งเรื่องคอมเพล็กซ์ต่างๆ ในขณะที่ประชาชนไม่ต้องการ
“ผมหวังว่าก่อนมี cell boardcast มาใช้ จะมีระบบการสั่งการที่เป็นเอกภาพ เพื่อป้องกันความสับสนวุ่นวายและป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน”
อธิการบดี สจล. ระบุ ถ้ามีระบบเตือนภัยที่ดี แต่คนไม่รู้วิธีปฏิบัติตัว มันก็ตื่นตระหนก จึงต้องมีการให้ความรู้ แนะแผ่นดินไหวมุดใต้โต๊ะก่อนวิ่งหนี ป้องกันสิ่งของหล่นใส่ เพราะหากน็อคก็เอาชีวิตไม่รอด
รศ.ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ระบบเตือนภัยสามารถส่งข้อมูลเพื่อให้แต่ละคนระแวดระวังได้ แต่ปัญหาหลังจากนั้นคือการจัดการกับความวิตกกังวลของประชาชน อย่างที่สถาบันฯ ของเรา หลังเกิดเหตุมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เอาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบอาคารต่างๆ แล้วก็แจ้งให้บุคลากรกลับเข้าไปใช้อาคารได้ นี่คือการสื่อสารเพื่อคลายความกังวล แต่ก็ต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ
“ถ้ามีระบบเตือนภัยที่ดี แต่คนไม่รู้วิธีปฏิบัติหลังจากนี้ มันก็ทำให้ความตื่นตระหนกเกิดขึ้น ประเทศไทยนอกจากจะคุยกันให้มีระบบเตือนภัยเร็วที่สุด ก็ต้องมีกระบวนการเรียนรู้และฝึกให้ทุกคนรับรู้อย่างไรด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น มีการสอนให้เด็กนักเรียนเรียนรู้และรับมือกับแผ่นดินไหว ส่วนภาคใต้ของไทย ก็เริ่มมีการให้ความรู้เกี่ยวกับสึนามิ ดังนั้นถ้าวางแผนจัดการที่ดี ความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินไหว หรือเหตุต่างๆ ความตื่นตระหนกก็จะดีขึ้น”
เมื่อถามย้ำ เรื่องของการมุดใต้โต๊ะจะดีหรือไม่ รศ.ดร. คมสัน บอกว่า ระหว่างที่เกิดแผ่นดินไหวใหม่ๆ หากมีสิ่งของหล่นกระแทกศรีษะ ทุกคนจะน็อค เพราะฉะนั้นต้องปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายก่อน แล้วค่อยออกจากอาคาร แต่ถ้าเริ่มวิ่งเลย หากมีอะไรกระแทกลงมาก็จะเกิดอันตราย และแก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นระหว่างแผ่นดินไหวจึงขอให้หาจุดที่ปลอดภัยก่อน