เนชั่นทีวี

ข่าว

“พ.ต.อ.ทวี” ชี้คดีฮั้ว สว. 67 ศาลยุติธรรมเปิดประตูยุติธรรม ศาลทุจริตฯ มีอำนาจรับฟ้อง กกต.

07 พ.ย. 2569 | thunchanok_kul

“พ.ต.อ.ทวี” ชี้คดีฮั้ว สว. 67 ศาลยุติธรรมเปิดประตูยุติธรรม ศาลทุจริตฯ มีอำนาจรับฟ้อง กกต.

“พ.ต.อ.ทวี” ชี้คดีฮั้ว สว. 67 ศาลยุติธรรมเปิดประตูสู่ความยุติธรรม หลังประธานศาลอุทธรณ์ชี้ ศาลทุจริตฯ มีอำนาจพิจารณาฟ้อง กกต.

“พ.ต.อ.ทวี” ชี้คดีฮั้ว สว. 67 ศาลยุติธรรมเปิดประตูสู่ความยุติธรรม หลังประธานศาลอุทธรณ์ชี้ ศาลทุจริตฯ มีอำนาจพิจารณาฟ้อง กกต.

KEY

POINTS

  • ชี้ขาดเขตอำนาจศาล: ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้คดีฟ้อง กกต. ปมฮั้ว ส.ว. ตกอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ
  • ผู้สมัครฟ้องละเว้นหน้าที่: โจทก์ฟ้องเลขาฯ และ 5 กรรมการ กกต. ปมเมินพยานหลักฐาน DSI คดีฮั้ว 229 ราย
  • "ทวี" ชี้หมุดหมายนิติธรรม: ย้ำคำสั่งศาลเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเข้าถึงกระบวนการตรวจสอบ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

7 พฤศจิกายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ แสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ (วท. 27/2569) ชี้ขาดให้คดีฮั้วเลือก สว. 2567 ที่ผู้สมัครยื่นฟ้องเลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. 5 คน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตกอยู่ในเขตอำนาจศาล

 

โดย พ.ต.อ.ทวี  ระบุว่า คดีฮั้ว สว. 2567 เมื่อศาลยุติธรรมเปิดประตูให้ผู้เสียหายเข้าถึงความยุติธรรม

 

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ วท. 27/2569 ว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

 

ผู้ฟ้องคดีคือ นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หมายเลข 71 ซึ่งผ่านเข้าสู่การเลือกระดับประเทศและได้รับการจัดให้อยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 4

 

วันที่ 27 มิถุนายน 2567 เพียงหนึ่งวันหลังการเลือกระดับประเทศ นายพงศกรณ์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยกล่าวหาว่ามีการฮั้วหรือทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

“พ.ต.อ.ทวี” ชี้คดีฮั้ว สว. 67 ศาลยุติธรรมเปิดประตูยุติธรรม ศาลทุจริตฯ มีอำนาจรับฟ้อง กกต.

 

โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการเลือกที่อาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 88

 

สาระสำคัญคือ โจทก์เป็นผู้สมัครที่ใช้สิทธิคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยอ้างว่าผลการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 พบพฤติการณ์สอดคล้องกับคำร้องคัดค้านของตน และมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้สมัครกลุ่มที่ 2 จำนวน 6 คน ซึ่ง กกต. ได้ประกาศรับรองให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว

 

แต่โจทก์กล่าวหาว่า กกต. กลับเพิกเฉย ไม่วินิจฉัยคำร้องโดยเร็ว และประวิงเวลาด้วยการตั้งคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย โจทก์จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์เข้าข่ายหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามมาตรา 32 และกระทบต่อสิทธิของตนในฐานะผู้เสียหายตามมาตรา 88

โจทก์ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. รวม 8 คน ต่อมาถอนฟ้องกรรมการ กกต. 2 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย จึงเหลือจำเลย 6 คน ได้แก่ เลขาธิการ กกต. 1 คน และกรรมการ กกต. 5 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก โดยเป็นการฟ้องบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง มิใช่ฟ้ององค์กร กกต. โดยตรง

 

หัวใจของคำฟ้องคือ ผู้มีหน้าที่รักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง กลับตกเป็นจำเลยในคดีที่กล่าวหาว่าละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเสียเอง

 

โจทก์กล่าวหาว่า กกต. มีมติไม่รับพยานหลักฐานสำคัญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แก่ ข้อมูลเส้นทางการเงิน หลักฐานการโอนเงิน ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา

 

โจทก์จึงมีหนังสือโต้แย้งและขอให้ทบทวนมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ก่อนที่ กกต. จะมีหนังสือลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ปฏิเสธคำขอทบทวนดังกล่าว

 

ข้อกล่าวหาตามคำฟ้องคือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 58 และมาตรา 69 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงมิปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำการอื่นใดเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การร่วมกระทำความผิด และบทกำหนดโทษ

 

ประเด็นทางกฎหมายอีกประการหนึ่งคือ มาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม โจทก์จึงโต้แย้งว่าเกณฑ์ดังกล่าวแตกต่างจากมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดเพื่อพิพากษาลงโทษทางอาญา

 

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 27/2569 มีความสำคัญต่อหลักนิติธรรม โดยกล่าวถึงสิทธิของผู้เสียหายจากการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ ซึ่งกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และวางเหตุผลว่าประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2) ทั้งนี้ การใช้อำนาจฟ้องในแต่ละคดียังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

 

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 กำหนดให้กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน และเลขาธิการ กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่ มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น เมื่อถูกฟ้องว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ประธานศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

 

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล มิใช่คำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด และยังมิใช่ข้อยุติเรื่องอำนาจฟ้องหรือการรับฟ้องในเนื้อหาคดี ซึ่งต้องพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย โดยจำเลยทุกคนยังได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

 

คดีฮั้ว สว. 2567 มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นระบบ ย่อมกระทบต่อความชอบธรรมของการได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติและระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ

 

คำวินิจฉัยครั้งนี้มิใช่คำตัดสินว่าผู้ใดผิด แต่เป็นการเปิดประตูทางกฎหมายให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศาลที่มีเขตอำนาจ และสะท้อนหลักนิติธรรมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่พิทักษ์ความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง เพราะความยุติธรรมต้องเปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างอิสระ รอบด้าน และเป็นธรรม

ข่าวล่าสุด