เนชั่นทีวี

ข่าว

ผ่างบ "ไทยพีบีเอส " กลืนกิน"ภาษีบาป" ผงะ 2,000 ล้าน ย้อนหลัง 3ปี ขาดดุลสะสม 705 ล้าน

15 ต.ค. 2569 | thamsathit_pol

ผ่างบ "ไทยพีบีเอส " กลืนกิน"ภาษีบาป" ผงะ 2,000 ล้าน ย้อนหลัง 3ปี ขาดดุลสะสม 705 ล้าน

"สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส" (ส.ส.ท.) กำลังเผชิญกับมรสุมการตรวจสอบครั้งใหญ่ หลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึง ความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการบริหารจัดการ "งบภาษีบาป" ชวน ผ่าไส้ในงบ 2,000 ล้าน ย้อนหลัง 3 ปี ( 2565-2567 ) เกิดภาวะขาดดุลสะสม พุ่ง 705 ล้านบาท เพราะเหตุใด

15 ตุลาคม 2569  ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในสังคม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.) กำลังเผชิญกับมรสุมการตรวจสอบครั้งใหญ่ หลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึง ความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการบริหารจัดการ "งบภาษีบาป" ที่ได้รับจัดสรรสูงถึงปีละ 2,000 ล้านบาท

แต่กลับพบสัญญาณความไม่ชอบมาพากลในจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อองค์กรสื่อสาธารณะแห่งนี้รายงานผลการดำเนินงาน ขาดดุลสะสมสุทธิ 3 ปีย้อนหลัง (2565-2567) พุ่งสูงถึงกว่า 705 ล้านบาท

สวนทางกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่งผลให้หน่วยงานตรวจสอบอย่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องขยับตัวเข้าตรวจสอบ เงื่อนงำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษและการใช้งบประมาณที่อาจเกินขอบเขต นำมาสู่การขุดคุ้ยความจริงว่า เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปละเลงให้กับ "ค่าตอบแทนบุคลากรและงบผลิตรายการ" จนบวมโตเกินโครงสร้างจริงหรือไม่

"ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.)" สื่อสาธารณะแห่งนี้ มีกฎหมายคุ้มครองการหารายได้โดยอิงระบบ "ภาษีสรรพสามิตเฉพาะ" หรือที่เรียกติดปากว่า "ภาษีบาป" ในอัตรา 1.5% ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนหาโฆษณาเชิงพาณิชย์ โดยกฎหมายกำหนด เพดานรายได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งแตกต่างจากทีวีช่องอื่นๆ

ผ่างบ "ไทยพีบีเอส " กลืนกิน"ภาษีบาป" ผงะ 2,000 ล้าน ย้อนหลัง 3ปี ขาดดุลสะสม 705 ล้าน

2551-2559 ยุคเกินดุล

ในปีก่อตั้ง (2551) ไทยพีบีเอสมีรายได้รวม 1,190.87 ล้านบาท เทียบกับรายจ่าย 1,102.42 ล้านบาท มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายสุทธิ 87.45 ล้านบาท จากนั้นสถานะการเงินแข็งแกร่งต่อเนื่อง ปี 2553 มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายสุทธิถึง 847.65 ล้านบาท และปี 2554 มีส่วนเกิน 514.63 ล้านบาท แม้จะอยู่ในช่วงย้ายไปสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ โดยสินทรัพย์รวมขยับขึ้นแตะ 5,119.54 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2559 จะยังรักษาสถานะรายได้สูงกว่ารายจ่ายสุทธิได้ที่ 10.44%

"งบบุคลากร-งบผลิตรายการ" ตัวการฉุดงบดิ่งเหว

หัวใจของปัญหาการเงินไทยพีบีเอสอยู่ที่รายจ่ายสองก้อนหลัก คือ ค่าตอบแทนบุคลากร และ งบจัดหา-ผลิตรายการ ซึ่งเมื่อไล่เรียงตัวเลขย้อนหลัง จะเห็นเส้นทางการเติบโตที่ชันขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกินฐานรายได้ที่ถูกล็อกเพดานไว้

เริ่มจากปี 2554 งบจัดหาและผลิตรายการอยู่ที่ 641.85 ล้านบาท ขณะที่งบค่าตอบแทนพนักงานอยู่ที่ 414.25 ล้านบาท รวมสองก้อนราว 1,056 ล้านบาท หรือคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายจ่ายรวมในปีนั้น (1,570.11 ล้านบาท) ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ปี 2557 ต้นทุนการจัดหาและผลิตรายการอยู่ที่ 571.40 ล้านบาท ส่วนภาระด้านบุคลากรและค่าตอบแทนพนักงานเพิ่มเป็น 506.64 ล้านบาท สะท้อนแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายบุคลากรค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสวนทางกับเพดานรายได้ที่ไม่ขยับ

แต่จุดที่น่าตกใจที่สุดปรากฏในปี 2565 เมื่องบบุคลากรพุ่งทะยานขึ้นไปแตะ 736.99 ล้านบาท และงบจัดหาผลิตรายการพุ่งสู่ 1,165.82 ล้านบาท เมื่อนำสองรายการนี้มารวมกันจะสูงถึงราว 1,902.81 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ เกือบเท่ากับเพดานรายได้สูงสุด 2,000 ล้านบาทที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งก้อน

ผ่างบ "ไทยพีบีเอส " กลืนกิน"ภาษีบาป" ผงะ 2,000 ล้าน ย้อนหลัง 3ปี ขาดดุลสะสม 705 ล้าน

พูดง่าย ๆ คือ ลำพังแค่ค่าจ้างคนและค่าผลิตคอนเทนต์สองรายการ ก็แทบจะกินเงินอุดหนุนสูงสุดที่องค์การพึงมีจนหมด โดยยังไม่นับรวมรายจ่ายด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน และค่าดำเนินการอื่น ๆ

เมื่อเทียบระยะห่างจากปี 2554 ถึง 2565 จะพบว่างบค่าตอบแทนบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก 414.25 เป็น 736.99 ล้านบาท หรือโตขึ้นเกือบ 78% ขณะที่งบผลิตรายการเพิ่มจาก 641.85 เป็น 1,165.82 ล้านบาท หรือโตขึ้นราว 82% ในช่วงเวลาเดียวกัน สวนทางกับรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์การที่แทบไม่ขยับ เพราะติดเพดานกฎหมาย นี่คือภาพของ "กรรไกรทางการเงิน" ที่ด้านรายจ่ายบานออกต่อเนื่อง แต่ด้านรายได้ถูกตรึงแน่น

ปี 2564 จุดเปลี่ยนสู่ตัวแดง

ผลจากแรงกดดันด้านรายจ่ายข้างต้น ทำให้จุดพลิกเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อไทยพีบีเอสเริ่มขาดดุลเป็นครั้งแรกที่ -155.25 ล้านบาท โดยในปีนั้นรายจ่ายผลิตรายการและค่าตอบแทนบุคลากรรวมกันพุ่งสูงถึง 2,826.95 ล้านบาท ท่ามกลางการเริ่มลงทุนด้านไอทีและระบบคลาวด์

อาการทรุดหนักชัดเจนขึ้นในปี 2565 เมื่อค่าใช้จ่ายรวมพุ่งทะยานถึง 2,915.21 ล้านบาท ซึ่งมีงบบุคลากร 736.99 ล้านบาท และงบผลิตรายการ 1,165.82 ล้านบาท เป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้การดำเนินงานติดลบเป็นประวัติการณ์ที่ -251.86 ล้านบาท ก่อนจะขาดดุลต่อเนื่องในปี 2566 ที่ -275.60 ล้านบาท จากรายจ่ายเชิงไอทีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังโตไม่หยุด และปี 2567 ที่ -177.90 ล้านบาท

เมื่อรวมผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (2565-2567) ไทยพีบีเอสขาดดุลสะสมสุทธิถึง -705.30 ล้านบาท โดยแรงฉุดหลักมาจากสองด้าน คือ ค่าใช้จ่ายบุคลากรและค่าใช้จ่ายด้านสารสนเทศ (IT) ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น แต่เพดานเงินอุดหนุนถูกล็อกไว้ที่ 2,000 ล้านบาทมานานถึง 15 ปี จนวุฒิสภาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณเกินขอบเขตที่ได้รับ และการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษอย่างเข้มข้น

ปฏิรูปงบประมาณ หวังลบภาพจำตัวแดง

เพื่อยุติวิกฤตงบประมาณจมแดงต่อเนื่อง ในปี 2568 ไทยพีบีเอสตัดสินใจปฏิรูปกรอบงบประมาณยุทธศาสตร์ใหม่เหลือ 1,186.83 ล้านบาท (44.53%) และจำกัดงบโครงสร้างพื้นฐานสื่อสารและกลไกสนับสนุนไว้ที่ 717.35 ล้านบาท (26.92%) โดยตั้งเป้ากลับมาเกินดุลสะสมที่ 50.99 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2569 จะล็อกเพดานงบประมาณรวมไว้ที่ 2,650 ล้านบาท เพื่อประคองสถานะทางบัญชีให้พ้นความเสี่ยง

การปฏิรูปครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญว่า ไทยพีบีเอสกำลังพยายามรื้อโครงสร้างรายจ่ายก้อนใหญ่ ทั้งงบผลิตรายการและงบบุคลากร ที่เคยเป็นตัวถ่วงหลัก ให้กลับมาอยู่ในกรอบที่รายได้ตามเพดานกฎหมายจะรองรับได้

ไทยพีบีเอส มีรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้จากภาษีบาป ไม่ต้องแข่งขันหาโฆษณา แต่รายจ่ายบุคลากรและงบผลิตรายการกลับบวมขึ้นทุกปี จนสองรายการนี้กลืนกินเพดานรายได้ทั้งก้อน

ปัญหาของไทยพีบีเอสจึงไม่ใช่ "หารายได้ไม่ได้" แต่เป็น "รายจ่ายโตเกินกรอบที่กฎหมายอนุญาตให้หารายได้"

วิกฤตการณ์ทางการเงินของไทยพีบีเอสไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนรายได้ แต่เกิดจาก "รายจ่ายที่เติบโตอย่างไร้การควบคุม" จนทะลุเพดานกฎหมาย

ภาพของ "กรรไกรทางการเงิน" ที่อ้ากว้างขึ้นทุกปี จากแรงฉุดของงบบุคลากรที่โตขึ้น 78% และงบผลิตรายการที่พุ่งทะยาน 82% ได้กลายมาเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้องค์กรต้องเผชิญตัวแดง ขาดดุลสะสมสะท้อนความเปราะบางถึง -705.30 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี (2565-2567)

แม้ว่าในปี 2568-2569 ทางองค์กรจะเริ่มขยับตัวปฏิรูปงบประมาณยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อหวังดึงสถานะทางการบัญชีให้กลับมาเกินดุล แต่แรงกดดันจากสังคมและการเดินหน้าเข้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในปมการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษและการใช้งบประมาณเกินขอบเขต ก็กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยพีบีเอสปฏิเสธไม่ได้

นับจากนี้ไป สิ่งที่สังคมเฝ้ารอคำตอบไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางบัญชีที่จะกลับมาเป็นบวก แต่อยู่ที่ว่าไทยพีบีเอสจะสามารถ "รีดไขมัน" และปรับโครงสร้างรายจ่ายก้อนใหญ่ที่มีอยู่ให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสมกับที่ได้รับเม็ดเงินอุดหนุนจากภาษีประชาชน (ภาษีบาป) ปีละ 2,000 ล้านบาท ได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ท่ามกลางการเตรียมรับมือสถานการณ์ข้างหน้า กรณีรัฐเตรียมแก้กม. ตัดท่อเลี้ยงภาษีบาป ด้วยการจัดทำงบปกติอุดหนุนทีวีสาธารณะแห่งนี้

ข่าวล่าสุด