1. ถ้อยคำรุนแรงกว่าที่คาด สไตล์พรรคส้ม-แทรกประเด็น “เขากระโดง”
การใช้ถ้อยคำที่รุนแรงสะท้อนสไตล์ “พรรคส้ม” ที่ขายภาพการเมืองใหม่และคนรุ่นใหม่ ทว่าบางถ้อยคำและบางข้อกล่าวหา ต้องรอดูว่าจะเชื่อมโยงกับการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร เช่น คำว่า “เนรคุณ” หรือ “ไร้ความกตัญญู” ที่ใช้กล่าวหา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ “กล่องดวงใจบุรีรัมย์”
หลายฝ่ายคาดเดาว่าจะมีการพูดพาดพิงถึงปัญหาส่วนตัวหรือไม่ หรือความหมายของฝ่ายค้านคือการไม่รู้คุณแผ่นดิน ตามที่เขียนไว้ในญัตติว่า หาประโยชน์หรือทำธุรกิจบนที่ดินหลวง ซึ่งย่อมหมายถึงประเด็น “ที่ดินเขากระโดง” อย่างแน่นอน การอภิปรายรอบนี้จึงมีประเด็นที่ดินเขากระโดงพ่วงมาด้วย
2. ล็อกเป้า “รมต.สามแม่ครัว-เทคโนแครต” ฉายภาพหนุนระบอบน้ำเงิน
ฝ่ายค้านล็อกเป้ากลุ่ม “รมต.สามแม่ครัว” และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อฉายภาพ “เทคโนแครตหนุนระบอบน้ำเงิน” ต้องไม่ลืมว่า “หัวหน้าเท้ง” (นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) ได้ตั้งธีมการซักฟอกไว้ว่า “ระบอบน้ำเงินเป็นอาชญากรรมที่บ่อนทำลายและอยู่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย”
ฝ่ายค้านจึงพยายามอภิปรายให้เห็นภาพ “ทั้งเครือข่ายขบวนการน้ำเงิน” ซึ่งประกอบด้วยแกนหลัก ขุนพล องค์กรที่ถูกครอบงำ และเทคโนแครตที่เข้ามาสนับสนุน โดยเทคโนแครตบางคนเป็นตัวแทนของกลุ่ม “อนุรักษ์นิยม” และบางคนเชื่อมต่อกับ “รัฐพันลึก” ซึ่งจะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญให้สังคมได้เห็น “ภาพทั้งภาพ” และ “อันตราย” ของระบอบน้ำเงิน
3. พุ่งเป้า “ภูมิใจไทย” หัวขบวนระบอบน้ำเงิน
ใช้พล็อต “ฮั้ว สว.” นำร่องฝ่ายค้านเลือก ล็อกเป้าเฉพาะ “รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย” เนื่องจากเป็นหัวขบวนของ “ระบอบน้ำเงิน” โดยใช้ข้อมูลกรณี “ฮั้ว สว.” เป็นแก่นของพล็อตเรื่องในการอภิปรายเพื่อกระจายการซักฟอกให้ลามไปทั้งระบอบ ได้แก่
- แกนหลัก มันสมอง: บุรีรัมย์
- ขุนพล มือทำงาน: แกนนำพรรคภูมิใจไทย
- ตัวแสดงหน้าฉาก: นำโดยนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ที่ฝ่ายค้านระบุว่าเป็นเหมือนหุ่นเชิด
- องค์กรที่สยายปีกครอบงำ: วุฒิสภา และองค์กรอิสระ
- เครื่องมือ: ใช้นิติสงครามฟาดฟันศัตรูทางการเมือง กลุ่มคุมทิศทาง: เทคโนแครตจากค่ายอนุรักษ์นิยม (รมต.สามแม่ครัว + เทคโนแครต)
- คุมทิศทางเศรษฐกิจและแก้เกมกฎหมาย
- ฐานค้ำยัน: รัฐพันลึกโอบอุ้ม
4. ขยายวงซักฟอก 18 รมต. สูงสุดในประวัติศาสตร์ กระทบกระแสความเชื่อมั่น
การขยายวงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง 18 คนจาก 35 คน มีเป้าหมายเพื่อตอกย้ำว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีปัญหาเกินกว่าครึ่ง และไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป โดยหวังให้สอดรับกับความรู้สึกของประชาชนที่กำลังเบื่อหน่าย ไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมือ ไม่เชื่อถือ และมองว่ารัฐบาลกำลังกินรวบประเทศ
กรณีตัวอย่างสะท้อนกระแสความไม่เชื่อมั่น
- ผลสำรวจ: นอร์ทแบงค็อกโพล
- ปัญหาน้ำท่วม: กรณีปลดย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง แต่กระแสตีกลับจนชาวบ้านถล่ม มท.1 แทน
- โกงสอบท้องถิ่น: แม้นายกรัฐมนตรีจะเคยประกาศว่า “โกงบนหัวผม” แต่กลับทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหาสำคัญที่เป็นคีย์แมนของคดี จนถูกมองว่าเป็น “มวยล้ม” การปล่อยตัวผู้ต้องหาในช่วงนี้พอดี ยิ่งตอกย้ำความไม่เชื่อใจของประชาชนว่ารัฐบาลจะเอาจริงกับปัญหาการทุจริต ท้ายที่สุดทุกอย่างจึงสอดรับว่าเป็นเพียงแค่การแสดง
5. เจาะยุทธศาสตร์ 18 รัฐมนตรี แบ่ง 4 กลุ่มงานละเอียด
การยื่นญัตติซักฟอก 18 รัฐมนตรีพรรคน้ำเงินรวดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ “งานละเอียด” ของค่ายคนรุ่นใหม่ที่พุ่งเป้าถล่มเพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างรอบด้าน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่ม 1: พัวพันคดีฮั้ว สว. – ดึงมาเฉพาะรัฐมนตรีคนสำคัญ โดยบางคนที่มีชื่อถูกกล่าวหาในคดีแต่ไม่สำคัญ ก็ไม่ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในญัตติ
กลุ่ม 2: สายตรงครูใหญ่ / สายตรงปราสาทสายฟ้า – มี 2 คนที่เคยรับราชการที่บุรีรัมย์และสนิทสนมกับครูใหญ่ คือ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บทบาทของทั้งคู่ โดยเฉพาะ รมว.ยุติธรรม คาดว่าจะมีตั๋วฝากจากบ้านใหญ่หลายเรื่อง จึงจะมีการอภิปรายแฉลบไปถึง “ครูใหญ่” แน่นอน
จุดเชื่อมโยง: เชื่อมกับ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งแม้อยู่ในกลุ่มฮั้ว สว. แต่มีข้อกล่าวหาเชื่อมโยงการสั่งการ “ตัวละครลับ - ตัวแทนบ้านใหญ่บุรีรัมย์” ในคดีจัดสอบท้องถิ่นก่อนเกิดการโกงสอบครั้งมโหฬาร ตามที่ กมธ.กฎหมายฯ ของ นายรังสิมันต์ โรม เคยปูดไว้ จึงจะมีการอภิปรายกระทบชิ่งถึง “ครูใหญ่” ผ่านทาง “รัฐมนตรีสายตรงปราสาทสายฟ้า”
กลุ่ม 3: ขุนพลภูมิใจไทย – มีทั้ง “เลือดแท้” และ “เลือดใหม่” ระดับแกนนำคุมพื้นที่ เพื่อดิสเครดิตและเปิดทางให้พรรคส้มตีเมืองขึ้นในพื้นที่เป้าหมาย
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกฯ): คุมพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคส้มมีโอกาสเจาะได้มากที่สุดรองจากภาคตะวันออกและ กทม.
- นายทรงศักดิ์ ทองศรี (รองนายกฯ): คุมพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานเหนือ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวหากพรรคส้มต้องการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
- นายสุชาติ ชมกลิ่น (รมว.ทรัพยากรฯ): คุมพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคส้ม
กลุ่ม 4: รัฐมนตรีเทคโนแครต – รัฐมนตรีสายวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาค้ำยันภาพลักษณ์และกลไกของรัฐบาล