เนชั่นทีวี

ข่าว

กกต.แตกยับ เมื่อเสียงข้างน้อยขยับ เสียงข้างมากเหนื่อย จับตา “3 ปลายทาง” สุสาน “คดีฮั้ว สว.”

19 ก.ย. 2569 | prisana_tha

กกต.แตกยับ เมื่อเสียงข้างน้อยขยับ เสียงข้างมากเหนื่อย จับตา “3 ปลายทาง” สุสาน “คดีฮั้ว สว.”

กกต.แตกยับ เมื่อเสียงข้างน้อยขยับ เสียงข้างมากเหนื่อย จับตา “3 ปลายทาง” สุสาน “คดีฮั้ว สว.” ผู้คุมกฎเสี่ยงตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา

กกต.แตกยับ เมื่อเสียงข้างน้อยขยับ เสียงข้างมากเหนื่อย จับตา “3 ปลายทาง” สุสาน “คดีฮั้ว สว.” ผู้คุมกฎเสี่ยงตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา

KEY

POINTS

  • เปิดรอยร้าว กกต. “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย เปิดเหตุผลต่างจากมติข้างมาก ขณะที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ยืนยันหลักฐานจากคณะ 26 ทั้งบุคคล ภาพ และคลิป มีน้ำหนักเพียงพอ
  • ปมมองหลักฐาน “ช้างทั้งตัว” ฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นว่า ต้องนำพฤติการณ์และหลักฐานจากหลายส่วนมาประกอบกัน เพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาช่วยเหลือหรือยินยอมให้มีการช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
  • จับตา 3 ช่องทางตรวจสอบ คดีอาจเดินหน้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ป.ป.ช. โดยแต่ละช่องทางยังมีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและกระบวนการดำเนินคดีที่ต้องพิจารณา

การออกมาขยับของ กกต.เสียงข้างน้อย และเสียงจาก “คนทำงาน” ที่ “กกต.ฝ่ายข้างมาก” ไม่ได้ยึดเป็นแนวทางในการพิจารณาและลงมติ ในคดีฮั้ว สว.อย่าง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย และ ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.นั้น ส่งผลรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร กกต.

 

สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะการลงมติชี้มูล หรือชี้ขาดความเห็นของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หากไม่ใช่มติเอกฉันท์ ก็จะยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก และฝ่าย “ข้างมาก” ก็จะเป็นผู้วางแนวทาง “คำวินิจฉัยกลาง” และจะเป็น “ผู้ออกมาแถลง” หรือ “สื่อสารมติ” ต่อสังคม

 

ส่วน “ฝ่ายข้างน้อย” ก็จะได้ชี้แจงแสดงเหตุผล ในคำวินิจฉัยส่วนตน เท่านั้น

แต่กรณีของ กกต. มีข่าว “ทิ้งบอมบ์” กลางวงประชุม แถมออกมาให้สัมภาษณ์ยืดยาวเป็นชั่วโมง ในส่วนของมติคดีฮั้ว สว.เสียงข้างน้อย จนเหมือนกับจะกลายเป็น “เสียงส่วนใหญ่” เพราะประชาชนที่ได้ยินได้ฟัง พากันสนับสนุน

 

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย กล่าวตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ว่า “ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ หยิบการกระทำตรงนั้นตรงนี้ของแต่ละกลุ่ม หยิบเล็กหยิบน้อย มาประกอบร่างแล้วเป็นแบบนี้ เป็นช้างเสียงข้างน้อยจึงมองว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 กับ 2 มีความผิด ไม่ใช่จับแค่งวง แล้วบอกว่านี่ไม่ใช่ช้าง”

 

โดย ข้อกล่าวหาที่ 1 กับ 2 คือ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. และ ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.

รวมถึง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ที่เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่ 26 ก็ยังประกาศกลางสภา ว่า หลักฐานที่ตนเองทำมา ละเอียดรอบคอบ และมีน้ำหนักมากพอ ส่วนความเห็นของคณะกรรมการชุดอื่น ไม่ขอก้าวล่วง

 

โดย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก กล่าวหนักแน่นว่า “เรื่องโพย หลักฐาน ทั้ง บุคคล ภาพ คลิป ผมถือว่ามีน้ำหนัก ส่วนคณะกรรมการอื่นจะคิดเห็นอย่างไร ผมไม่ก้าวล่วง”

 

กกต.แตกยับ เมื่อเสียงข้างน้อยขยับ เสียงข้างมากเหนื่อย จับตา “3 ปลายทาง” สุสาน “คดีฮั้ว สว.”

 

เปิด “3 ศาล” สู่ “3 สุสาน” ปลายทางคดีฮั้ว สว.

 

บรรยากาศแบบนี้ นอกจากจะสะท้อนปัญหาภายในขององค์กร กกต.แล้ว ยังฉายภาพที่ชัดเจนว่า บุคลากรภายในมีความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง เปรียบเหมือนแก้ว ก็มีรอยร้าว ใกล้แตกเต็มที หรือบางคนอาจจะมองว่า แตกกันไปแล้วก็น่าจะไม่ผิด

 

แต่ผลที่รุนแรงกว่านั้น ก็คือ “รอยร้าว และเสียงแตก” ของ กกต. เปิดช่องให้การฟ้องร้องเอาผิด กกต.เสียงข้างมาก และการลงมติในคดีฮั้ว สว. ที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของบางฝ่าย มีโอกาสถูกพลิกกลับ และอาจเอาผิด กกต.เสียงข้างมากได้ง่ายขึ้น

 

โดยขณะนี้มีช่องทางที่จะดำเนินการได้ 3 แนวทาง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “สุสานปลายทางของคดีฮั้ว สว.” นั่นก็คือ

 

- ปลายทางที่ 1 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ปัจจุบันรับฟ้องในทางธุรการไปแล้ว 3 คำฟ้อง ทั้งหมดเป็นคำฟ้องของ สว.สำรอง แม้จะยังมีขั้นตอน “ตรวจพยานหลักฐาน” และพิจารณา “อำนาจฟ้อง” แต่หากสุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เกิด “ประทับฟ้อง” ขึ้นมา จะกลายเป็นว่า คดีฮั้ว สว.ฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้ ไม่ต้องผ่าน กกต.เท่านั้น และหลักฐานในสำนวนของคณะ 26 ทั้งหมด จะถูกลำเลียงฟ้องต่อศาลทันที

 

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยังมีอำนาจ “ไต่สวน” หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และเรียกบุคคลมาไต่สวนเพิ่มได้ คดีนี้อาจกลายเป็น “ชั้น 14 ภาค 2” เป็นอีกหนึ่ง “ตุลาการภิวัตน์” ที่สร้างบรรทัดฐานความยุติธรรม ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างบิดเบี้ยว เพราะถูกบิดเบือน

 

โปรดสังเกต คดีชั้น 14 ทำให้บางคนต้องกลับไปติดคุกจริง และอีกหลายคนถูกแจ้งข้อหา ดำเนินคดี และลงโทษทางวินัยเพิ่ม นี่คือภาพที่อาจจะเกิดขึ้นกับคดีฮั้ว สว.ในศาลฎีกา

 

- ปลายทางที่ 2 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะมีการฟ้อง กกต.เสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตแน่นอน ปัญหาคือศาลจะรับฟ้องหรือไม่ เพราะการเอาผิด กกต.ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.

 

กรณีนี้ ประธานศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยเขตอำนาจศาลในเรื่องนี้ว่าเป็นอำนาจ ป.ป.ช. (คดีฟ้อง กกต. จัดการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ) แต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เคยวางบรรทัดฐานว่า การไต่สวน เอาผิด และฟ้องร้องเจ้าพนักงานของรัฐ แม้จะเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. แต่ไม่ตัดสิทธิประชาชนในการฟ้องโดยตรงต่อศาลเอง

 

- ปลายทางที่ 3 คณะกรรมการ ป.ป.ช.  เป็นช่องทางเอาผิดเจ้าพนักงานของรัฐ และกรรมการองค์กรอิสระ ยกเว้นกรรมการ ป.ป.ช.เอง โดยเอาผิดได้ทั้งการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และการละเมิดมาตรฐานจริยธรรม

 

กกต.แตกยับ เมื่อเสียงข้างน้อยขยับ เสียงข้างมากเหนื่อย จับตา “3 ปลายทาง” สุสาน “คดีฮั้ว สว.”

ข่าวล่าสุด