เนชั่นทีวี

ข่าว

โลกจะป่วนหรือไม่? เมื่อ "สี จิ้นผิง" ผู้นำจีนป่วย

17 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

โลกจะป่วนหรือไม่? เมื่อ "สี จิ้นผิง" ผู้นำจีนป่วย

หลังมีข่าวสะพัดว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน น่าจะมีปัญหาสุขภาพค่อนข้างหนัก หลังต้องรีบเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ที่อินเดีย อย่างกะทันหัน นำไปสู่คำถามที่ว่า เมื่อผู้นำสูงสุดป่วย การบริหารประเทศจะดำเนินต่อไปอย่างไร?

หลังมีข่าวสะพัดว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน น่าจะมีปัญหาสุขภาพค่อนข้างหนัก หลังต้องรีบเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ที่อินเดีย อย่างกะทันหัน นำไปสู่คำถามที่ว่า เมื่อผู้นำสูงสุดป่วย การบริหารประเทศจะดำเนินต่อไปอย่างไร?

KEY

POINTS

  • ลือป่วยหนัก: สี จิ้นผิง บินกลับจากประชุม BRICS กะทันหัน สื่ออ้างรายงานป่วยภาวะสมองน้อยฝ่อ รักษาตัว รพ.ทหาร 301
  • กลไกสืบทอดอำนาจ: จีนไม่มีกฎหมายระบุผู้รักษาการชัดเจน แต่ใช้อำนาจผ่านคณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo) 7 คน
  • ผลกระทบโลก: สี จิ้นผิง คุมอำนาจมา 14 ปี เป็นแกนหลักคานอำนาจตะวันตก หากเปลี่ยนผ่านอำนาจจะกระทบเสถียรภาพความมั่นคงโลก

17 กันยายน 2569 กลายเป็นข่าวใหญ่ที่โลกจับตา เมื่อ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รีบเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดของกลุ่ม BRICS ที่กรุงนิวเดลี ในขณะที่การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น และเกิดกระแสคาดการณ์ว่า เขาน่าจะมีปัญหาสุขภาพ ซึ่งเรื่องนี้มีเค้าลางตั้งแต่ "นเรนทรา โมดี" นายกรัฐมนตรีอินเดีย นั่งแถลงเปิดการประชุม และมีช่วงหนึ่งที่เขาต้องหยุดพักและหันไปทาง "สี จิ้นผิง" เพื่อถามว่า "โอเคไหม" 


"ความไม่ปกติ" ยังเกิดขึ้นอีกครั้ง ตอนที่ผู้นำจีนไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำ และตัดสินใจกลับโรงแรม ตอนนั้นสื่อพากันประโคมข่าวว่า เขาอาจไม่พอใจ "อาหารมังสวิรัติ" ของเจ้าภาพ และรีบเดินทางกลับก่อนกำหนด ตั้งแต่การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น โดยใช้เวลาอยู่ที่อินเดียเพียง 24 ชั่วโมง 

โลกจะป่วนหรือไม่? เมื่อ "สี จิ้นผิง" ผู้นำจีนป่วย


ถ้าเป็นเมื่อก่อน การที่ผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างจีน รีบกลับกะทันหัน อาจถูกมองไปที่แรงจูงใจทางการเมือง เพราะอินเดียกับจีนยังคงมีปัญหากระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน แต่ครั้งนี้ สายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านจีน กลับจับจ้องไปที่ตัวของ "สี จิ้นผิง" เพราะมีคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นว่า เขาเดินเอียงไปทางซ้าย สีหน้าไม่ค่อยดี แม้กระทั่งตอนที่ก้าวขึ้นบันไดเครื่องบิน ก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก และไม่ได้หันกลับมาโบกมืออำลาแต่อย่างใด 

โลกจะป่วนหรือไม่? เมื่อ "สี จิ้นผิง" ผู้นำจีนป่วย

มีรายงานตามมาด้วยว่า เขากำลังรักษาตัวอยู่ที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทหาร 301 (People's Liberation Army General Hospital) ส่วนอาการป่วย สื่อออสเตรเลีย รายงานอ้างความเห็นของเจนนิเฟอร์ เจิง นักวิจารณ์จีน ที่อ้างคำพูดของอดีตเจ้าหน้าที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ว่า สี จิ้นผิง น่าจะป่วยด้วยภาวะสมองน้อยฝ่อ (cerebellar atrophy)"


โรคนี้ เกี่ยวกับเซลล์ประสาทในสมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) หรือสมองน้อย ที่เกิดการเสื่อมสภาพเสียหาย หรือตายลง ส่งผลให้เนื้อสมองส่วนนี้มีขนาดเล็กลงหรือฝ่อไป การที่สมองน้อยทำหน้าที่หลักในการควบคุมระบบการทรงตัว การประสานงานของกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ผู้ป่วยจึงมักมีอาการคล้ายคนเมาตลอดเวลา ซึ่งเป็นภาวะที่รับมือได้ยาก เนื่องจากสมองน้อย "ไม่สามารถใช้วิธีปลูกถ่ายเพื่อเปลี่ยนใหม่" ได้ง่ายๆ เหมือนกับอวัยวะอื่นๆ 


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในกรณีที่ผู้นำมีปัญหาสุขภาพ ต้องรักษาตัว ใครจะทำหน้าที่รักษาการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ อีกทั้งโครงสร้างการบริหารก็ถูกมองว่า มีความลึกลับและซับซ้อน ทำให้พอจะอนุมานได้ว่า เบื้องต้นอำนาจน่าจะถูกถ่ายโอนตามโครงสร้างของพรรคและรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีการ "ระบุขั้นตอนการรักษาการ ที่ตายตัว" ไว้อย่างชัดเจน "ในกรณีฉุกเฉิน" 

โลกจะป่วนหรือไม่? เมื่อ "สี จิ้นผิง" ผู้นำจีนป่วย

โครงสร้างการบริหารของจีนเป็นระบบ "พรรคคุมรัฐ" (Party-State System) เป็นการบริหารงานแบบคู่ขนานระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกลไกซ้อนทับกันอย่างแนบแน่น ที่แบ่งออกเป็นแกนหลัก ดังนี้ 

1. ระบบคู่ขนาน : พรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาล 

พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือรัฐบาล นโยบายสำคัญทั้งหมดจะถูกกำหนดโดยพรรค ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติ

  • ฝ่ายพรรค (ผู้กำหนดนโยบายและควบคุม) : นำโดยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ
  • ฝ่ายรัฐบาล (ผู้ลงมือปฏิบัติ) : นำโดยนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่บริหารสภาแห่งรัฐ หรือ รัฐมนตรีจีน (State Council) และกระทรวงต่างๆ
  • การซ้อนทับของตำแหน่ง : เพื่อความเป็นเอกภาพ เลขาธิการพรรค มักจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (ประมุขแห่งรัฐ) และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางไปด้วยพร้อมกัน


2. โครงสร้างอำนาจจากบนลงล่าง (Top-Down)

อำนาจการตัดสินใจสูงสุดของจีน ไม่ได้อยู่ที่สภาร่างกฎหมาย แต่อยู่ที่กลุ่มคนจำนวนน้อยในพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเรียงลำดับจากยอดพีระมิดลงมา ดังนี้ 

  • คณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ศูนย์รวมอำนาจสูงสุด มีสมาชิกเพียง 7 คน (รวมสี จิ้นผิง) เป็นผู้ชี้ชะตาทุกเรื่องในประเทศ
  • กรมการเมือง (Politburo) มีสมาชิกประมาณ 24 คน คัดเลือกมาจากคณะกรรมการกลาง (Central Committee)มีสมาชิกกว่า 200 คน เป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงจากทั้งพรรค รัฐบาลสมัชชาใหญ่พรรค และกองทัพ
  • สมัชชาใหญ่ (National Congress) เป็นการประชุมที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี เพื่อ เลือกตั้งคณะกรรมการกลางและกำหนดทิศทางใหญ่ของประเทศ


ในกรณีที่เลขาธิการพรรค ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กรมการเมือง และคณะกรรมการประจำกรมการเมือง จะประชุมกันเพื่อเลือกผู้รักษาการ หรือผู้นำคนใหม่


การอนุมัติย้อนหลัง : คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ จะต้องเรียกประชุมเต็มคณะ เพื่อรับรองและแต่งตั้งผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
 

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วัย 71 ปี ปกครองประเทศนานประมาณ 14 ปีแล้ว นับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2555 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากมีการยกเลิกกฎหมายจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี


"สี จิ้นผิง" ได้ชื่อว่า เป็นผู้นำที่เรืองอำนาจที่สุดของจีนในรอบหลายสิบปี และนำพาจีนขึ้นไปสู่การเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของโลก ที่มีบทบาทสำคัญในการคานอำนาจกับสหรัฐฯ พัฒนาความเจริญและขจัดความยากจน โดยเน้นนโยบายไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง พัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกองทัพให้ทันสมัย เพื่อยกระดับสถานะของจีนในเวทีโลก และที่สำคัญคือ ความต้องการรวมชาติกับไต้หวันให้สำเร็จ


เขาทำให้จีนมีสถานะเป็นประเทศที่พึ่งพาได้ โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ ปกครองโดย "โดนัลด์ ทรัมป์" เพราะสามารถเข้าถึงประเทศที่เป็นศัตรูกับตะวันตกอย่าง เกาหลีเหนือ รัสเซีย และอิหร่าน แต่เบื้องต้น นักวิเคราะห์เชื่อว่า ยังไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในขณะนี้

ข่าวล่าสุด