เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดใจ "นพ.เอกภพ'"จากหมอเวชศาสตร์ครอบครัว สู่โฆษกรัฐบาล เผยปมร้าวทิ้งพรรคส้ม

18 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

เปิดใจ "นพ.เอกภพ'"จากหมอเวชศาสตร์ครอบครัว สู่โฆษกรัฐบาล เผยปมร้าวทิ้งพรรคส้ม

เปิดใจหมดเปลือก! "หมอเอก" นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ จากหมอเยี่ยมบ้าน สู่โฆษกรัฐบาล เผยเบื้องหลังทิ้งพรรคส้ม ซบ "ภูมิใจไทย" พร้อมชูนโยบายโฆษกรัฐบาลยุคใหม่ สื่อสารตรงไปตรงมา ไม่กักขฬะสร้างซีน

เปิดใจหมดเปลือก! "หมอเอก" นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ จากหมอเยี่ยมบ้าน สู่โฆษกรัฐบาล เผยเบื้องหลังทิ้งพรรคส้ม ซบ "ภูมิใจไทย" พร้อมชูนโยบายโฆษกรัฐบาลยุคใหม่ สื่อสารตรงไปตรงมา ไม่กักขฬะสร้างซีน

KEY

POINTS

  • จุดเริ่มต้น: จากแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เห็นความเหลื่อมล้ำ จึงสมัครพรรคอนาคตใหม่ผ่านออนไลน์จนได้เป็น สส.เชียงราย
  • ปมทิ้งพรรคส้ม: แตกหักเพราะไม่เห็นด้วยกับการแก้ ม.112 และการใช้การเมืองวาทกรรมโจมตีวัคซีน-แพทย์วิชาการ
  • บทบาทโฆษกรัฐบาล: ชูผลงานฟอกไตฟรี-แพมเพิสฟรี ยึดหลักสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง สุภาพ ปราศจากความรุนแรงทางคำพูด

18 กันยายน 2569 "ปัทมา กมุทโยธิน" ผู้สื่อข่าวเนชั่น สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ "หมอเอก" โฆษกรัฐบาลนายก อนุทิน ย้อนรอยเส้นทางชีวิตจากหมอเวชศาสตร์ครอบครัวสู่เวทีการเมือง เบื้องหลังการย้ายพรรค และหลักการทำงานสื่อสารของรัฐบาล

 

จากหมอครอบครัวสู่สภาผู้แทนราษฎร

เส้นทางทางการเมืองของนักการเมืองหลายคนมักเริ่มต้นจากฐานเสียงของครอบครัวหรือคอนเนกชันระดับสูง แต่สำหรับ นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ (หมอเอก) โฆษกรัฐบาล มีจุดเริ่มต้นทางการเมืองจาก "ภาพความเหลื่อมล้ำ" ที่เห็นผ่านการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ป่วย 


บทสัมภาษณ์พิเศษนี้ พาคุณผู้อ่านไปเจาะลึกเบื้องหลังการตัดสินใจก้าวเข้าสู่การเมือง การเปลี่ยนผ่านจากอดีตแกนนำพรรคก้าวไกล สู่การผลักดันนโยบายสาธารณสุขในพรรคภูมิใจไทย และมุมมองต่อการเมืองยุคปัจจุบัน

เปิดใจ "นพ.เอกภพ'"จากหมอเวชศาสตร์ครอบครัว สู่โฆษกรัฐบาล เผยปมร้าวทิ้งพรรคส้ม

นพ.เอกภพ เริ่มต้นวิชาชีพแพทย์ในปี 2544 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อก่อนการเกิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ในปี 2545 การทำงานในโรงพยาบาลชุมชน 9 ปี และการเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ทำให้เขาได้เห็นบริบทสังคมที่ซ้อนทับกับปัญหาสุขภาพ


จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การลงพื้นที่ "เยี่ยมบ้าน" ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่คุมอาการไม่ได้ ภาพที่สะท้อนกลับมาคือความยากจนข้นแค้น - ผู้เฒ่าตาบอดที่ต้องอยู่กับเด็กพิการและผู้ป่วยจิตเวช บ้านที่ไม่มีเงินซื้อแพมเพิสให้ผู้ป่วยติดเตียง หรือแม้แต่ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูก ความหดหู่เหล่านี้นำมาสู่คำถามในวัย 40 ปีเศษว่า การเป็นหมอเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาระดับโครงสร้างได้


แม้ครอบครัวจะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการทิ้งอาชีพแพทย์ และอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ แต่ นพ.เอกภพ ก็ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมพรรคอนาคตใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยที่ในเวลานั้นเขาไม่รู้จักแกนนำอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือนายปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นการส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยหวังเพียงใช้พรรคการเมืองเป็นแพลตฟอร์มในการขายไอเดียแก้ปัญหาสาธารณสุข ก่อนจะพลิกโฉมคว้าชัยชนะเป็น สส.เชียงราย เขต 1 ในที่สุด

นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ (หมอเอก) โฆษกรัฐบาล

จุดแตกหักทางอุดมการณ์กับพรรคก้าวไกล

การเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด นพ.เอกภพ พบว่าสภาฯ มีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาพูดและการขับเคลื่อนงานของกรรมาธิการที่ไม่มีผลบังคับใช้จริง อย่างไรก็ตาม การอภิปรายเรื่องสาธารณสุขที่เน้นเนื้อหา ไม่เน้นวาทกรรมโจมตีของเขา กลับไปเข้าตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น ซึ่งได้สั่งการให้ทีมงานกระทรวงนำข้อเสนอของเขาไปปฏิบัติจริง


เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ นพ.เอกภพ ยืนยันว่าเขาไม่ใช่ "งูเห่า" ในตอนนั้น เขาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยดึงตัว สส. ให้อยู่ร่วมสร้างพรรคก้าวไกลต่อไปในฐานะรองเลขาธิการพรรค 

นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ (หมอเอก) โฆษกรัฐบาล
 

แต่จุดแตกหักทางอุดมการณ์เกิดขึ้นจาก 2 ประเด็นหลัก คือ

1 การแก้ไข ม.112 นพ.เอกภพ ปฏิเสธการร่วมลงชื่อแก้ไขกฎหมายนี้ โดยให้เหตุผลว่า 

  • หากประชาชนด่าทอกันยังเป็นคดีอาญา การหมิ่นสถาบันก็ไม่ควรถูกยกเลิกความเป็นอาญา 
  • การเสนอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องร้องเอง จะยิ่งสร้างความขัดแย้งโดยตรงระหว่างประชาชนกับสถาบัน

2 การอภิปรายวัคซีนโควิด ในฐานะแพทย์ เขาไม่ยอมรับการบิดเบือนข้อมูลทางการแพทย์เพื่อโจมตีวัคซีนเชื้อตาย (ซิโนแวค) และรับไม่ได้ที่นักการเมืองกล่าวหาปรมาจารย์ด้านไวรัสวิทยาของไทยว่าเป็น "เซลล์แมนวัคซีน" โดยไม่มีการขอโทษ

"ถ้าคำว่างูเห่าหมายถึงเปลี่ยนจุดยืนเพื่อประชาชน ผมไม่ได้เป็น ผมยังมีจุดยืนเดิม แต่ถ้าหมายถึงย้ายพรรค ผมยอมรับ" นพ.เอกภพ ระบุ

 

นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ (หมอเอก) โฆษกรัฐบาล

ผลงานสาธารณสุขและการทำงานโฆษกรัฐบาล

การทำงานที่อิสระขึ้น นำมาสู่ผลงานที่เป็นรูปธรรมผ่านกระทรวงสาธารณสุขในยุคของนายอนุทิน เช่น การผลักดันให้กองทุน สปสช. อนุมัติการเบิกจ่าย "แพมเพิส" สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ญาติได้อย่างมหาศาล และนโยบาย "ฟอกไตฟรี" ทุกที่ ซึ่งมาจากปมในใจของ นพ.เอกภพ ในอดีต ที่เคยสูญเสียผู้ป่วยคุณยายที่ต้องรอคิวฟอกไตของโรงพยาบาลศูนย์ และไม่มีเงินจ่ายค่าฟอกไตหลักหมื่นบาทต่อเดือน


ในบทบาทโฆษกรัฐบาลยุคปัจจุบัน นพ.เอกภพ ยึดหลักการทำงานคือ "ฟัง วิเคราะห์ และสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงที่รวดเร็ว" เขาปฏิเสธการใช้วาทกรรมหยาบคาย และเรียกร้องให้สังคมร่วมกันคว่ำบาตรนักการเมืองที่ใช้ความกักขฬะเพื่อสร้างซีนให้ตัวเอง


นพ.เอกภพ ย้ำว่าทั้งตัวเขาและคณะรัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ล้วนเป็น "คนธรรมดา" ที่สัมผัสได้ ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ นอกเวลางานเขายังคงใช้รถไฟฟ้า เรียกรถสาธารณะ และออกกำลังกายตามปกติ


ท้ายที่สุด หากเส้นทางสายการเมืองต้องจบลง สิ่งที่ นพ.เอกภพ ต้องการให้ประชาชนจดจำคือ เขาเป็นนักการเมืองที่รับฟัง เป็นคนธรรมดาที่เข้าถึงง่าย และเป็นนักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อสิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน ด้วยความสุขุม สุภาพ และปราศจากความรุนแรงทางคำพูดอย่างแท้จริง

นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ (หมอเอก) โฆษกรัฐบาล

ข่าวล่าสุด