เนชั่นทีวี

ข่าว

ชูชาติ เบรก ฟ้อง กกต. ชี้ศาลอาญาไม่มีอำนาจ ย้ำต้องร้อง ป.ป.ช.

17 ก.ย. 2569 | titayu_pur

ชูชาติ เบรก ฟ้อง กกต. ชี้ศาลอาญาไม่มีอำนาจ ย้ำต้องร้อง ป.ป.ช.

ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา สวนกลับกระแสฟ้อง กกต. ชี้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-235 กำหนดให้ร้อง ป.ป.ช. เท่านั้น ศาลอาญาไม่มีอำนาจรับฟ้อง เผยปี 49 จำคุก กกต. ใช้กฎหมายคนละฉบับ

ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา สวนกลับกระแสฟ้อง กกต. ชี้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-235 กำหนดให้ร้อง ป.ป.ช. เท่านั้น ศาลอาญาไม่มีอำนาจรับฟ้อง เผยปี 49 จำคุก กกต. ใช้กฎหมายคนละฉบับ

KEY

POINTS

  • ชี้ศาลอาญาไม่มีอำนาจ: 'ชูชาติ ศรีแสง' ยืนยันการฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาทำไม่ได้ เพราะ รธน. 2560 มาตรา 234-235 กำหนดให้อำนาจ ป.ป.ช. ไต่สวนความผิดองค์กรอิสระเท่านั้น
  • ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ: ขั้นตอนตามกฎหมายหาก ป.ป.ช. พบความผิดจริง จึงจะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • โต้แย้งเคสจำคุก กกต. ปี 49: เหตุการณ์ปี 2549 ที่ศาลอาญาลงโทษจำคุก กกต. เกิดขึ้นภายใต้ รธน. 2540 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติจำกัดช่องทางไต่สวนเหมือน รธน. ฉบับปัจจุบัน

17 กันยายน 2569 นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กสยบกระแสเรียกร้องเดินสาย ฟ้อง กกต. โดยระบุว่า ตาม รธน.60 ศาลอาญาไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีเอาผิดองค์กรอิสระ การจะดำเนินคดีได้ต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. ไต่สวนเพื่อส่งศาลฎีกาเท่านั้น พร้อมโต้เคสปี 49 ที่เคยจำคุก กกต. ใช้กฎหมายคนละฉบับ   

 

นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนักกฎหมายอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กกรณีที่มีพรรคการเมือง และบุคคลต่าง ๆ ประกาศว่าจะฟ้อง กกต. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงกรณีที่ อดีต กกต. รายหนึ่งขอใช้เงินกองทุนหนึ่งล้านบาท จ้างทนายที่ดีที่สุดฟ้อง กกต. ทุกศาล โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ดังนี้

นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนักกฎหมายอาวุโส

 

มาตรา 234 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนและมีความเห็น กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

มาตรา 235 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้ว เห็นว่า

 

1. ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย

 

2. กรณีอื่นนอกจาก (1) ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

กล่าวโดยสรุปก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถ้า กกต. ท่านหนึ่งท่านใดหรือทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ต้องทำการไต่สวน และหากไต่สวนแล้วเห็นว่ามีความผิด ก็ต้องส่งสำนวนการไต่สวนไปให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เมื่อการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลอื่น ๆ จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา และผู้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็มีเพียงอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น

 

กรณีที่เคยมีผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กกต. ชุดที่ 2 ต่อศาลอาญาและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนั้น มีการกระทำความผิดในปี 2549 อยู่ในช่วงเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกับมาตรา 234 และ 235 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจึงเป็นโจทก์ฟ้อง กกต. ต่อศาลได้

 

ข่าวอดีต กกต. ท่านหนึ่งขอใช้เงินกองทุนหนึ่งล้านบาท จ้างทนายที่ดีที่สุดฟ้อง กกต. ทุกศาล หรือพรรคการเมืองบางพรรค หรือบุคคลอื่น ๆ ที่ประกาศว่าจะฟ้อง กกต. อ่านรัฐธรรมนูญกันบ้างหรือไม่

 

เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่อาจฟ้อง กกต. ได้ มีเพียงการไปร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้นที่สามารถกระทำได้ 

 

ข่าวล่าสุด