เนชั่นทีวี

ข่าว

อนุทิน ลั่น วปอ.68 ชูไทยพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

07 ก.ย. 2569 | titayu_pur

อนุทิน ลั่น วปอ.68 ชูไทยพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

อนุทิน รับฟังข้อเสนอ วปอ.68 ชู Resilient Thailand ปรับคิดเศรษฐกิจสู่การเตรียมพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พึ่งพาตัวเอง ดันไทยพ้นรายได้ปานกลาง

อนุทิน รับฟังข้อเสนอ วปอ.68 ชู Resilient Thailand ปรับคิดเศรษฐกิจสู่การเตรียมพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พึ่งพาตัวเอง ดันไทยพ้นรายได้ปานกลาง

KEY

POINTS

  • ปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่: ชูแนวคิด Resilient Thailand พลิกมุมมองจากเศรษฐกิจนำการทหาร สู่การสร้างกองทัพที่เตรียมพร้อมรบเพื่อประกันความมั่นคงของชาติ
     
  • ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: เร่งยกระดับการผลิตยุทโธปกรณ์ใช้เอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ ชูจุดยืนประเทศไทยต้อง "หายใจด้วยจมูกตัวเอง" ในเวทีโลก
     
  • ยกระดับเศรษฐกิจ-ปฏิรูปราชการ: ปรับโครงสร้างสู่เทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ เปลี่ยนไทยจากโรงงานประกอบสู่ฐานนวัตกรรมเพื่อก้าวพ้นดักรายได้ปานกลาง

7 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีและผู้นำเหล่าทัพ ร่วมฟังการแถลงข้อเสนอเชิงนโยบายของนักศึกษา วปอ.68 ณ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติภายใต้แนวคิด Resilient Thailand พลิกฟื้นประเทศไทยให้พร้อมรับมือความท้าทายยุคใหม่ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าโลก และเทคโนโลยี AI โดยปรับวิสัยทัศน์เน้นย้ำความ เตรียมพร้อมรบ ควบคู่การดัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้ไทยพึ่งพาตนเองและหายใจด้วยจมูกตัวเองได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนักเรียน วปอ. รุ่นที่ 61 เป็นประธานรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ Resilient Thailand พลิกฟื้นประเทศไทย สู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้นำเหล่าทัพเข้าร่วม ณ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

อนุทิน ลั่น วปอ.68 ชูไทยพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วปอ. รุ่นที่ 68 เป็นรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรีชุดของตนเป็นผู้ลงนาม และเป็น วปอ. ชุดแรกที่นำผู้ที่ถูกคัดออกแล้วกลับเข้ามาใหม่ โดยไม่ให้เรื่องการเมืองหรืออารมณ์ใด ๆ มากระทบต่อเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของ วปอ. พร้อมระบุว่า เรื่องความมั่นคง คณะกรรมการและกองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ได้คัดกรองมาแล้ว คนนอกจึงไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และต้องให้เกียรติผู้ที่ทำการกลั่นกรอง

 

นายอนุทินกล่าวถึงแนวคิด Resilient Thailand ว่า ตรงกับโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลว่า ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอดและก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคงและแข็งแกร่ง โดย Resilient ไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม พร้อมเสนอให้เพิ่มคำว่า Moving Forward

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อผ่านอุปสรรคแล้ว ต้องนำอุปสรรคเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงเพื่อขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วที่สูงขึ้น พร้อมประสบการณ์และความรอบรู้จากสิ่งที่ผ่านมา และต้องรู้จักปรับตัว ถอดบทเรียน และเดินหน้าต่อ

 

อนุทิน ลั่น วปอ.68 ชูไทยพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และโครงสร้างประชากร ทำให้บางปัญหาไม่สามารถแก้ด้วยวิธีคิดเดิม แต่ต้องกล้าคิดใหม่และกล้าปรับระบบเดิมผ่านการสร้างระบบใหม่ขึ้นมา

 

สำหรับตน ความมั่นคงในโลกวันนี้ไม่ใช่เพียงการป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่จะมาคุกคามไทย แต่คือการสร้างประเทศให้แข็งแกร่งจากภายใน มีความพร้อม ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก และต้องเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ เพื่อรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสของประเทศไทย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมองการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ 3 เรื่อง ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาพึ่งพาการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว และบริการ ซึ่งยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่สามารถพาประเทศไปถึงโลกอนาคตได้ทั้งหมด จึงต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร การแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

นายอนุทินกล่าวว่า ในอดีตเมื่อพูดถึงความมั่นคง จะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธเพื่อให้ประเทศมีความพร้อม แต่วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ ขณะที่เราไม่ทราบว่าวันใดเขาจะอยู่ข้างใด หรือจะเลือกสนับสนุนอาวุธให้แก่ผู้ใด เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร แต่เราต้องพึ่งพาตนเอง

 

อนุทิน ลั่น วปอ.68 ชูไทยพร้อมรบ หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไทย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสร้างความมั่นใจว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รับความยำเกรงจากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเรา

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านว่า เดิมตนเคยคิดว่าความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจะทำให้เกิดสงครามน้อย และการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเตรียมยุทโธปกรณ์อาจไม่สำคัญเท่าการทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งและยั่งยืน แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์จริงและมีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจกับผู้นำกองทัพในช่วงที่มีความขัดแย้ง จึงเห็นว่า สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือความพรั่งพร้อมของกองทัพ ซึ่งต้องยอมรับอย่างแท้จริง

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แนวคิดความตั้งใจสงบ แต่ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ จึงกลับขึ้นมาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่า ตนและผู้นำเหล่าทัพเห็นพ้องกันว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างความมั่นใจให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และหากมีการรุกรานประเทศไทย เราก็ต้องตอบสนอง

 

นายอนุทินขอให้ความมั่นใจกับนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ว่า สิ่งที่รัฐบาลร่วมกันปกป้องประเทศมาโดยตลอด เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเหมาะสมต่อสถานการณ์ทั้งสิ้น และยังคงต้องเตรียมความพร้อมเช่นนี้ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่ถูกสถาปนากลับมาอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อม และทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเศรษฐกิจว่า ไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งโรงงานหรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) แต่อยากเห็นประเทศไทยเป็นที่ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เห็นบริษัทไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มีวิศวกรไทยออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี หรือสร้างธุรกิจบนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

 

พร้อมตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง โดยต้องดูว่าการลงทุนจำนวนมหาศาลนั้นทิ้งอะไรไว้กับประเทศไทย ต้องทำให้คนไทยเก่งขึ้นและมีรายได้ดีขึ้น

 

ส่วนการปฏิรูประบบราชการ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ได้หมายถึงการลดจำนวนข้าราชการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและการทำงาน โดยเรื่องใดที่ประชาชนและเอกชนทำได้ รัฐก็ไม่จำเป็นต้องสร้างขั้นตอนหรือภาระให้กับเขา

 

นายกรัฐมนตรีมองว่า ประเทศที่แข็งแรงจากภายในไม่ใช่ประเทศที่ปิดประเทศ แต่ต้องเชื่อมโลกและดึงองค์ความรู้เข้ามา ขณะเดียวกัน หากโลกภายนอกมีความผันผวนมากเพียงใด ฐานภายในก็ต้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอรับผลการศึกษาของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ไปพิจารณาอย่างจริงจังว่า เรื่องใดสามารถต่อยอดเป็นนโยบายหรือดำเนินการได้ พร้อมขอให้เครือข่าย วปอ. ช่วยสื่อสารและรับฟังประชาชน ให้รู้ว่าประเทศไทยกำลังจะเดินไปในทิศทางใด ทำไมต้องเปลี่ยน และคนไทยจะมีที่ยืนอยู่ตรงไหนในอนาคต

 

นายอนุทินกล่าวว่า อยากให้เครือข่าย วปอ. เป็นมากกว่าเครือข่ายของผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายความเข้าใจและการลงมือทำ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลังจะเดินทางไปในทิศทางใด

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ใช่เพียงแต่ต้องรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของโลก แต่ต้องกำหนดอนาคตประเทศไทยโดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอก โดยคนที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นนักเรียน วปอ. ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากต้องรักชาติ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องประเทศไทยอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ ด้วยชีวิต ด้วยวิญญาณ และด้วยทุกสิ่งที่เรามี

ข่าวล่าสุด