เนชั่นทีวี เปิดคดีตำราเรียนพันล้าน สกสค. ส่อฮั้ว TOR งานวันคอร์รัปชัน
07 ก.ย. 2569 | titayu_pur

“โชฏิมา” ผู้สื่อข่าวเนชั่น ร่วมเวที ”โกงได้ แก้ได้“ ยกคดีตำราเรียนพันล้าน ข่าวสืบสวนสอบสวนที่นำไปสู่การเปลี่ยนระบบ อุดช่องว่างทุจริต
ข่าว
07 ก.ย. 2569 | titayu_pur

“โชฏิมา” ผู้สื่อข่าวเนชั่น ร่วมเวที ”โกงได้ แก้ได้“ ยกคดีตำราเรียนพันล้าน ข่าวสืบสวนสอบสวนที่นำไปสู่การเปลี่ยนระบบ อุดช่องว่างทุจริต
KEY
POINTS
7 กันยายน 2569 เมื่อวานนี้ (6 กันยายน 2569) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จัดงาน วันต่อต้านคอร์รัปชัน 6 ก.ย. ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด โกงได้แก้ได้ ระดมเสียงจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และประชาชน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเสนอทางออกในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
ช่วงหนึ่งของการเสวนา “ใครโกง ใครแก้” โดย น.ส.โชฏิมา จันทร์คง ผู้สื่อข่าวรายการสืบสวนความจริง เนชั่นทีวี นำประสบการณ์จากการตรวจสอบโครงการจัดพิมพ์หนังสือเรียน 27 ล้านเล่ม ขององค์การค้าของ สกสค. มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท มาถ่ายทอด โดยคดีนี้เริ่มจากข้อสงสัยในกระบวนการจัดพิมพ์ ตั้งแต่เงื่อนไข TOR ที่จำกัดการแข่งขัน การไม่เลือกผู้เสนอราคาต่ำสุด ไปจนถึงการกำหนดให้โรงพิมพ์เสนอราคาได้เพียง 1 รายการในแต่ละกลุ่มสาระวิชาที่แบ่งออกเป็น 30 กลุ่ม
ทีมข่าวยังพบว่า มีโรงพิมพ์ 4 แห่งที่เสนอราคาจัดพิมพ์หนังสือไม่ซ้ำกันเลยในหลายรายการ จากหนังสือทั้งหมด 151 รายการ จนนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการแข่งขันที่อาจไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน เหตุผลที่ถูกใช้ในเวลานั้น คือ จำเป็นต้องเร่งจัดพิมพ์เพื่อให้หนังสือถึงมือเด็กทันเปิดเทอม แต่สุดท้ายมีโรงเรียนหลายแห่งยืนยันว่า แม้เปิดภาคเรียนไปแล้วก็ยังได้รับหนังสือไม่ครบ
ปัญหายังไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่รวมถึงคุณภาพการพิมพ์ สเปกกระดาษ และความเหมาะสมของหนังสือที่เด็กต้องใช้จริง ทีมข่าวเคยทดลองเปรียบเทียบน้ำหนักหนังสือเรียนชั้น ป.1 ใน 3 วิชาหลัก จาก 3 สำนักพิมพ์ พบว่าหนังสือขององค์การค้าของ สกสค. มีน้ำหนักรวมประมาณ 3.8 กิโลกรัม ขณะที่หนังสือจากอีก 2 สำนักพิมพ์มีน้ำหนักรวมประมาณ 2.3 กิโลกรัม
ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามว่า นอกจากราคาที่รัฐหรือโรงเรียนต้องจ่ายแล้ว คุณภาพ ความเหมาะสม และภาระที่ตกกับเด็กนักเรียนได้รับการคำนึงถึงมากน้อยเพียงใด
จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีเกิดขึ้นเมื่อกรมบัญชีกลางมีหนังสือวินิจฉัยว่า เงื่อนไข TOR บางส่วนของโครงการมีลักษณะทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับหลักการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
เมื่อการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ผู้บริหารองค์การค้าของ สกสค. เคยแถลงชี้แจงว่า หน่วยงานไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นรายได้ที่หน่วยงานจัดหาเอง จึงเห็นว่าไม่ควรถูกมองในลักษณะเดียวกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน ประเด็นดังกล่าวถูกตั้งคำถามต่อ เพราะองค์การค้าของ สกสค. เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ
ต่อมาเลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า การดำเนินงานขององค์การค้าของ สกสค. อยู่ภายใต้ขอบเขตการตรวจสอบตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ หรือรายได้ของหน่วยงาน เพราะเมื่อเป็นองค์กรของรัฐ การใช้จ่ายและการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีระเบียบและกฎหมายกำกับ
หลังจากนั้น กระทรวงศึกษาธิการ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และสำนักงาน ป.ป.ช. ต่างเข้ามาตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่
"นักข่าวไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่มีหน้าที่ทำให้ความผิดปกติถูกมองเห็น แต่สิ่งที่นักข่าวทำได้ คือการชี้ให้สังคมเห็นว่า “ตรงไหนผิดปกติ” ตรวจสอบข้อมูล นำหลักฐานออกสู่พื้นที่สาธารณะ และตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจอย่างต่อเนื่อง"
การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากคนที่พบความผิดปกติและไม่ยอมเงียบ คนที่กล้าส่งข้อมูล นักข่าวที่ตรวจสอบหลักฐาน ประชาชนที่ร่วมตั้งคำถาม และหน่วยงานรัฐที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ
สำหรับคำถามว่า “โกงได้ แก้ได้ไหม” น.ส.โชฏิมามองว่า “แก้ได้” แต่ต้องไม่จบเพียงการจับคนผิด เพราะหากเปลี่ยนเพียงตัวบุคคล แต่กติกาเดิม ช่องโหว่เดิม และระบบเดิมยังเปิดโอกาสให้เกิดปัญหา วันหนึ่งการทุจริตก็อาจกลับมาเกิดซ้ำได้อีก
ภายหลังการตรวจสอบ มีการปรับกระบวนการจัดพิมพ์หนังสือเรียนจนสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 255 ล้านบาท และหนังสือเรียนถูกส่งถึงมือนักเรียนครบถ้วนเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี
กรณีนี้จึงสะท้อนว่า การตั้งคำถามเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่สามารถเปลี่ยนระบบได้ แต่เมื่อมีข้อมูล มีหลักฐาน มีคนไม่ยอมเฉย และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้