อ.ธนภัทร ชี้ทรัมป์ส่อถล่มอิหร่าน สกัดนิวเคลียร์ แต่ไม่เกิดทันที
05 พ.ย. 2569 | apirak_pra

อ.ธนภัทร ชาตินักรบ วิเคราะห์กระแสทรัมป์ถล่มอิหร่าน ชี้มีแววงัด 'นิวเคลียร์ทางยุทธวิธี' หวังทวงเรตติ้ง แต่ไม่เกิดทันที เหตุติดโต๊ะเจรจา-หวั่นโดนสอยถอดถอน
ข่าว
05 พ.ย. 2569 | apirak_pra

อ.ธนภัทร ชาตินักรบ วิเคราะห์กระแสทรัมป์ถล่มอิหร่าน ชี้มีแววงัด 'นิวเคลียร์ทางยุทธวิธี' หวังทวงเรตติ้ง แต่ไม่เกิดทันที เหตุติดโต๊ะเจรจา-หวั่นโดนสอยถอดถอน
KEY
POINTS
รศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านรายการ "เนชั่นประเด็นร้อน" ต่อกรณีการพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมของพรรครีพับลิกัน ซึ่งนำไปสู่กระแสความกังวลว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจยกระดับการเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่าน โดยอาจใช้ "นิวเคลียร์ทางยุทธวิธี" (Tactical Nuclear Weapons)
อ.ธนภัทร ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการโจมตีอิหร่านและทำสงครามต่อเนื่องนั้นยังมีอยู่จริง โดยเจตนาของทรัมป์อาจทำไปเพื่อตอบโต้ความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้ง หรือสร้างสถานการณ์วิกฤตความมั่นคงเพื่อหวังดึงคะแนนนิยมกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม การเปิดฉากโจมตีแบบฉับพลันทันทีหลังการเลือกตั้งแทบจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ
กลไกการเจรจายังคงดำเนินอยู่: ขณะนี้ยังมีเวทีเจรจาทางการทูตโดยมีประเทศกาตาร์ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างส่งผู้แทนเข้าร่วมหารืออย่างเป็นทางการ
รอใช้การทูตล้มเหลวเป็นข้ออ้าง: เชื่อว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะใช้กลไกการเจรจาไปก่อน และจะไม่เร่งโจมตีในทันที เนื่องจากผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตนารมณ์ของชาวอเมริกันอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามยืดเยื้อในต่างแดน แต่หากโต๊ะเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ ก็จะยกเรื่องนี้มาเป็นความชอบธรรมในการสั่งโจมตี
กรอบอาวุธจำกัดแค่นิวเคลียร์ยุทธวิธี: หากสถานการณ์เลวร้ายจนทรัมป์ตัดสินใจใช้นิวเคลียร์จริง ก็จะถูกจำกัดวงอยู่เฉพาะ "นิวเคลียร์ทางยุทธวิธี" เท่านั้น เพื่อควบคุมความเสียหายไม่ให้ลุกลามเป็นสงครามนิวเคลียร์ล้างผลาญ
ความเสี่ยงสูงต่อการถูกถอดถอน (Impeachment): การเปิดศึกใหม่ในเวลานี้จะส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทันที ซ้ำเติมเศรษฐกิจอย่างหนัก ซึ่งอาจเปิดช่องให้พรรคเดโมแครตที่กุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสเดินหน้ายื่นถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น แม้โอกาสของการเกิดสงครามรอบใหม่จะมีความเป็นไปได้สูงในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเจรจาทางการทูต และดุลอำนาจในสภาคองเกรส จะกลายเป็นกำแพงดึงเบรกมือไม่ให้ทรัมป์เปิดฉากโจมตีได้โดยพลการในระยะเวลาอันใกล้นี้