"พร้อมทั้งฝากเตือนไปยังคุณกันหากมีหมายเรียกหรือหมายจับออกมาว่าให้รับสารภาพ อย่าคิดสู้คดีเพราะเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานไว้ละเอียดมาก สู้ไปก็ไม่รอด อีกทั้งยังฝากเตือนผู้ร่วมขบวนการให้ดูช่างเอ๋เป็นตัวอย่างที่รีบเข้าให้การ หากใครไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหาร่วมและประสงค์จะกันตัวเองเป็นพยาน สามารถรีบติดต่อตนผ่านทางเพจเฟซบุ๊กตนได้ทันที" ทนายตั้ม ระบุ
ทนายตั้ม ยืนยันว่า หลักฐานที่มีอยู่อย่างครบถ้วนสามารถเอาผิด "กัน จอมพลัง" ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากดีเอสไอทำงานอย่างเต็มที่และตรวจพบความผิดปกติทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน การจัดซื้อสิ่งของในราคาที่สูงเกินจริง รวมถึงเส้นเงินปริศนาที่โอนมาจากต่างประเทศ ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นการฟอกเงินผ่านมูลนิธิหรือไม่ โดยคาดว่าภายในไม่เกิน 10 วันนี้น่าจะมีการออกหมายเรียกให้เข้ามาพบ ซึ่งหากชี้แจงไม่ได้จึงจะออกหมายจับตามขั้นตอน
"นอกจากนี้ยังพบหลักฐานเด็ดอีกหลายประการ เช่น การนำเงินมูลนิธิไปจ่ายค่าจ้างการ์ดซึ่งมีหลักฐานใบสลิปโอนเงินชัดเจน การตั้งบริษัทนอมินี การพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกระหว่างไทยกับกัมพูชาทุก 3 วันในช่วงทำเว็บพนัน รวมถึงได้พาพยานซึ่งเป็นเจ้าของตึกให้เช่ามายืนยันว่ามีการเช่าสถานที่ทำเว็บพนันจริง ถือว่าครบองค์ประกอบความผิด เหลือเพียงการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องและแกะรอยเส้นทางการเงินในวงรอบที่ 3 และ 4 ต่อไป" ทนายตั้ม เผย
ขณะที่ พลเรือตรี ชรัมม์ภากร ได้เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงกรณีที่ "กัน จอมพลัง" อ้างว่านำเงินมาช่วยเหลืองานชายแดนถึง 200 ล้านบาท โดยระบุว่า เมื่อมาทบทวนดูแล้ว ยอดเงินที่ใช้จริงมองว่า 50 ล้านบาทก็ยังชี้แจงยาก หรืออาจไม่ถึง 10 ล้านบาทด้วยซ้ำ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างอย่างบังเกอร์ไม่มีการก่อสร้างเลยแม้แต่อันเดียว มีเพียงตู้คอนเทนเนอร์มือสองประมาณ 50–60 ตู้ ที่ซื้อมาตู้ละ 30,000 บาท รวมถึงกล้องวงจรปิดและการเดินสายไฟหม้อแปลง ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างไรก็ไม่ถึง 200 ล้านบาท อีกทั้งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศนั้น ไม่ได้ติดเพื่อให้ทหารใช้งาน แต่มีไว้สำหรับทีมงานไลฟ์สดของ กัน จอมพลัง ที่ขึ้นมาทำคอนเทนต์โปรโมตเพื่อเปิดรับเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคาร
"สำหรับชนวนเหตุความขัดแย้งในอดีต เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อตนได้เข้าไปตักเตือน กัน จอมพลัง เรื่องการเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนที่อาจขัดต่อบันทึกข้อตกลงและมาตรการลดความตึงเครียดของกระทรวงกลาโหม
ทำให้ กัน จอมพลัง เกิดความไม่พอใจ ออกสื่อกล่าวหาตนว่าเป็นนักรบห้องแอร์ เมาสุราโทรไปต่อว่า และใช้กลุ่มแฟนคลับกดดันให้ตนถูกย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อแสดงอิทธิพลว่าตนเองมีอำนาจเหนือข้าราชการ สามารถสั่งย้ายนายทหารระดับสูง หรือข้ามหน้าข้ามตาไปนั่งหัวโต๊ะสอบสวนแทนตำรวจและตำหนิรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้" พลเรือตรี ชรัมม์ภากร เผย
ซึ่ง ทนายตั้ม ได้กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า รวมถึงกรณีการนั่งเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงหนึ่ง การพาบอดี้การ์ดเดินเข้า-ออกพื้นที่สู้รบชายแดนได้อย่างอิสระ ทั้งที่ภรรยานายทหารในพื้นที่ยังเข้าไม่ได้ ซึ่งมองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อหาประโยชน์เข้ามูลนิธิ
ในช่วงท้าย นายษิทรา สรุปว่า ปัจจุบันมีพยานเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอแล้วกว่า 10 ปาก และจะมีทยอยเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ โดยยอมรับว่าคดีของ กัน จอมพลัง มีความยากและซับซ้อนกว่าคดีของ น.ส.ปนัดดา มาก เนื่องจากเคสของ น.ส.ปนัดดา เป็นการโอนเงินเพียงไม่กี่ทอด
แต่เคสของ กัน จอมพลัง มีลักษณะวางแผนจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อโกงเงินอย่างเป็นระบบและซ่อนเงื่อน ทั้งนี้ขอชื่นชมตำรวจสอบสวนกลางที่เร่งรัดคดี น.ส.ปนัดดา ได้อย่างรวดเร็ว และขอส่งกำลังใจให้ดีเอสไอเดินหน้าทำคดีนี้ โดยตนและทีมงานจะคอยติดตามกดดันการทำงานอย่างใกล้ชิด
ส่วนกรณีที่ น.ส.ปนัดดา และสามีกำลังถูกควบคุมตัวมาดำเนินคดีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทนายตั้ม กล่าวแนะนำว่า ให้ญาติเตรียมฟูกและหมอนมาให้ เพราะในห้องควบคุมไม่มี ต้องนอนบนพื้นแข็ง เชื่อว่าทั้ง 2 คน คงมีความทุกข์ใจอย่างมาก และคาดว่าในวันพรุ่งนี้พนักงานสอบสวนจะคุมตัวไปฝากขังต่อศาล ซึ่งโอกาสได้รับการประกันตัวแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายสูง และตำรวจคัดค้านประกันตัวแน่นอน ต้องไปลุ้นความเมตตาจากศาลเพียงอย่างเดียว ส่วนประเด็นที่ บุ๋ม ปนัดดา เคยยื่นหนังสือแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยอ้างภาระดูแลลูกเล็กนั้น มองว่าไม่มีน้ำหนักพอเพราะผู้ต้องหาทุกคนต่างก็มีลูก ศาลจะพิจารณาจากอัตราโทษและความหนักเบาของข้อหาเป็นหลัก ซึ่งคดีนี้มีโทษสูงถึง 20 ปี และเมื่อดูจากเส้นทางการเงินแล้วแทบสู้ไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าจะรับสารภาพหรือสู้แล้วแพ้ โทษก็เท่ากันคือ 20 ปี
ทั้งนี้ ทนายตั้ม ยังยืนยันว่า คาดยอดเงินหมุนเวียนในบัญชีของ "มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้" มีมากกว่า มูลนิธิฯ ของ "บุ๋ม ปนัดดา" หลายเท่า แม้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ตนเชื่อว่ามียอดเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งที่มูลนิธิตั้งขึ้นในปี 2568