เนชั่นทีวี

ข่าว

2 มุมมองความมั่นคง ถอดบทเรียนไทยเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตโลก

01 พ.ย. 2569 | apirak_pra

2 มุมมองความมั่นคง ถอดบทเรียนไทยเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตโลก

เปิด 2 มุมมองนักวิชาการ-อดีตเลขาฯ สมช. ชี้ช่องไทยรับมือวิกฤตโลก ชี้แค่แชร์ 'กระเป๋าต้องรอด' ไม่พอ รัฐต้องชัดเจน 3 มิติ แนะ ปชช. สำรองเบื้องต้น 72 ชั่วโมงอย่างมีสติ

เปิด 2 มุมมองนักวิชาการ-อดีตเลขาฯ สมช. ชี้ช่องไทยรับมือวิกฤตโลก ชี้แค่แชร์ 'กระเป๋าต้องรอด' ไม่พอ รัฐต้องชัดเจน 3 มิติ แนะ ปชช. สำรองเบื้องต้น 72 ชั่วโมงอย่างมีสติ

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้รัฐบาลสื่อสารนโยบายความมั่นคงให้ชัดเจน 3 ด้าน คือ จุดยืนของไทยต่อความขัดแย้งโลก ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยในประเทศ
  • อดีตเลขาฯ สมช. แนะให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" โดยทยอยสำรองเสบียงและของใช้จำเป็นสำหรับ 3 วัน (72 ชั่วโมง) อย่างมีสติ
  • รายการสิ่งของจำเป็นที่ควรสำรองไว้เบื้องต้น ได้แก่ น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยารักษาโรค เงินสด และอุปกรณ์สื่อสารฉุกเฉิน เช่น ไฟฉายและพาวเวอร์แบงก์

กระแสความตื่นตัวของรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกที่ทยอยออกคู่มือแนะประชาชนสำรองเสบียงฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยสงคราม การโจมตีทางไซเบอร์ และวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน ได้จุดประกายให้สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามถึงระดับความพร้อมและการเตรียมตัวของประเทศ โดยมีมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจจาก 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระดับประเทศ

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภัยคุกคามก่อการร้าย แสดงทัศนะว่า การที่หน่วยงานรัฐบางแห่งเริ่มแชร์ข้อมูลแนวทางการจัด "กระเป๋าต้องรอด" นั้น ถือว่ายังไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการความมั่นคงในภาพรวม เนื่องจากรัฐบาลในฐานะฝ่ายกำหนดนโยบาย จะต้องมีความชัดเจนและสื่อสารต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมาใน 3 มิติหลัก ได้แก่

 

  1. มิติสถานะของไทยต่อความขัดแย้ง: รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนของประเทศให้ชัดเจนว่ามีความเสี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามหรือความขัดแย้งในเวทีโลกมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ประชาชนประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ

  2. มิติผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร: รัฐต้องสื่อสารถึงทิศทางราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และระบบขนส่ง พร้อมทั้งแสดงแผนรับมือการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนกำหนดกรอบข้อมูลที่ชัดเจนว่าประชาชนจำเป็นต้องสำรองสิ่งใดและเป็นระยะเวลานานเท่าใด

  3. มิติความปลอดภัยภายในประเทศ: ต้องสร้างความมั่นใจในระบบตรวจคนเข้า-ออกเมืองที่เข้มงวด ป้องกันไม่ให้กลุ่มขัดแย้งใช้ไทยเป็นพื้นที่ปฏิบัติการลับ พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสเหตุต้องสงสัยโดยไม่เหมารวมเชื้อชาติหรือศาสนา

ด้าน พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ "เสธ.แมว" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งในมิติ "การเตรียมความพร้อม" ซึ่งไม่ใช่การตื่นตูม แต่เป็นหลักยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่ต้องตั้งสมมุติฐานบนสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน (Worst-case scenario) โดยเสนอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ แต่เริ่มทยอยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสะสมไว้ทีละน้อยอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความโกลาหล

 

พลโท ภราดร ชี้ว่า ไทยกำลังเผชิญกับสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" เพราะแม้จะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิรบโดยตรง แต่ระบบเศรษฐกิจ พลังงาน และการเงินโลกเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก อีกทั้งไทยยังมีแรงกดดันโดยตรงจากปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนรอบบ้าน ทั้งสงครามภายในเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ และความตึงเครียดด้านกัมพูชา รวมถึงภัยพิบัติธรรมชาติในประเทศ

สำหรับระยะเวลาการสำรองเสบียงที่เหมาะสมกับบริบทของไทย พลโท ภราดร มองว่าควรอยู่ที่ 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง เนื่องจากไทยเป็นประเทศผลิตอาหาร และมีกลไกการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครอบคลุม ซึ่งสามารถเข้าถึงและกระจายความช่วยเหลือได้ภายใน 3 วัน โดยได้แจกแจงเช็กลิสต์สิ่งของจำเป็น 5 รายการหลัก ได้แก่

  1. น้ำดื่มสะอาด
  2. อาหารแห้งหรืออาหารสำเร็จรูปที่เก็บรักษาได้นาน
  3. ยารักษาโรคประจำตัวและชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น
  4. เงินสด โดยเฉพาะการสำรองธนบัตรย่อย เผื่อกรณีระบบธนาคารหรืออินเทอร์เน็ตล่มจากการโจมตีทางไซเบอร์
  5. ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง (พาวเวอร์แบงก์) และอุปกรณ์สื่อสารฉุกเฉิน

 

ทั้งนี้ ในส่วนของฝ่ายบริหาร สมช. และหน่วยงานความมั่นคงจำเป็นต้องมีแผนเผชิญเหตุและประสานข้อมูลข่าวกรองร่วมกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินระดับความเข้มข้นของสถานการณ์ก่อนดำเนินการแจ้งเตือนภัยอย่างเป็นทางการต่อไป

ข่าวล่าสุด