สืบสวนความจริง! ชนวน "แรงต้านยิว" ล้ำเส้นกฎหมาย ชาวบ้านรู้เพราะ "รถขนศพเข้าผิดบ้าน"
15 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

สืบสวนความจริง! ชนวน "แรงต้านยิว" ล้ำเส้นกฎหมาย ชาวบ้านรู้เพราะ "รถขนศพเข้าผิดบ้าน" สู่ปมที่ดิน "บางคล้า" เป็น "สุสาน" ได้อย่างไร
ข่าว
15 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

สืบสวนความจริง! ชนวน "แรงต้านยิว" ล้ำเส้นกฎหมาย ชาวบ้านรู้เพราะ "รถขนศพเข้าผิดบ้าน" สู่ปมที่ดิน "บางคล้า" เป็น "สุสาน" ได้อย่างไร
KEY
POINTS
15 กันยายน 2569 รายการ "สืบสวนความจริง" เกาะติดประเด็นร้อนกระแสต่อต้าน "สุสานยิว" ที่กำลังลุกลามและสร้างความกังวลใจในสังคมไทย โดยย้อนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ เมื่อจู่ๆ มี "รถขนศพวิ่งเข้ามาผิดบ้าน" จนนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกและการค้นพบความจริงเบื้องหลังที่ดินแปลงดังกล่าวในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในช่วงที่ผ่านมา กระแสต่อต้านชาวอิสราเอลและชาวยิวเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ตั้งแต่ข้อร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมการประกอบธุรกิจ การพำนักระยะยาว ไปจนถึงสถานที่ทางศาสนา ซึ่งในหลายกรณีแม้จะเป็นเรื่องพฤติกรรมเฉพาะบุคคล แต่เมื่อเกิดเหตุต่อเนื่อง ความไม่พอใจจึงขยายวงกว้างกลายเป็นแรงต้านชาวยิว
แม้รัฐบาลไทยจะย้ำจุดยืนว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ และชาวต่างชาติทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่อีกด้านหนึ่งฝ่ายความมั่นคงก็ยังคงจับตาอย่างใกล้ชิด
โดย นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรอง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเคยเผชิญแผนก่อการร้ายหรือเหตุการณ์โจมตีที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายอิสราเอลมาแล้วหลายครั้งในอดีต (เช่น เหตุการณ์บุกสถานทูตปี 2515 และเหตุระเบิดสุขุมวิท 71) ทำให้สถานที่ชุมชนชาวอิสราเอลถูกมองในมิติความมั่นคงว่าอาจตกเป็นเป้าหมายจากความขัดแย้งภายนอกประเทศ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรอง ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ให้ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ภัยจากภายนอกเป็นคนละเรื่องกับการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ โดยกรณีที่สะท้อนปัญหาชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นที่ หมู่ 2 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ถึง 100 กิโลเมตร ภายนอกที่ดินผืนนี้ดูไม่ต่างจากพื้นที่ทั่วไป แต่เบื้องหลังกำแพงกลับเป็นสุสานฝังศพของชาวยิว โดยที่คนในชุมชนไม่เคยรับรู้ล่วงหน้ามาก่อน
ทีม "สืบสวนความจริง" ตรวจสอบพบว่าที่ดินแปลงนี้มีการเปลี่ยนมือด้วยมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 20 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญในเอกสารระบุชัดเจนเกี่ยวกับการนำที่ดินไปใช้เป็นสุสาน หากทำไม่ได้การซื้อขายอาจไม่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าการใช้พื้นที่เป็นสุสานถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น
เมื่อชาวบ้านสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติในช่วงกลางคืน ประกอบกับเหตุการณ์รถขนศพเข้าบ้านผิด จึงนำไปสู่การตรวจสอบทางกฎหมาย และพบความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบกิจการสุสาน
ล่าสุด น.ส.เสาวลักษณ์ ปั้นเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.เสม็ดใต้ มีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายศพทั้งหมดไปยังสุสานที่ได้รับอนุญาตภายใน 7 วัน ขณะที่ชาวบ้านยังคงเรียกร้องให้ปรับลดความสูงของกำแพงและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ
กรณีสุสานบางคล้าสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชาติพันธุ์หรือศาสนา แต่คือ "การบังคับใช้กฎหมาย" เมื่อเกิดช่องว่างทางกฎหมายและความลับในการดำเนินการ ความไม่พอใจจึงขยายตัวกลายเป็นแรงต้านสังคม ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะหยุดความขัดแย้งได้คือความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อพำนักอยู่ในประเทศไทย
โชฏิมา จันทร์คง "สืบสวนความจริง" NationTV22