WORLD: กองทัพสหรัฐฯ ระส่ำ ทหารเกินครึ่งอยากลาออกเพราะทรัมป์
04 พ.ย. 2569 | TEERAWAT

เมื่อ "คนในเครื่องแบบ" เริ่มไม่แน่ใจว่าจะอยู่ต่อหรือไปดี กองทัพที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็อาจกำลังเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่าที่เห็นบนผิวน้ำ
Nation Story
04 พ.ย. 2569 | TEERAWAT

เมื่อ "คนในเครื่องแบบ" เริ่มไม่แน่ใจว่าจะอยู่ต่อหรือไปดี กองทัพที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็อาจกำลังเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่าที่เห็นบนผิวน้ำ
Military.com เว็บไซต์ข่าวสารและข้อมูลด้านการทหารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เผยผลสำรวจที่น่าตกใจว่า กำลังพลที่ประจำการอยู่เกินครึ่งในกองทัพสหรัฐฯ มองว่าการนำประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจลาออก
แล้วตัวเลขที่ว่านี้มาจากไหน และหมายความว่าอย่างไร? ไปดูกัน
ผลสำรวจนี้จัดทำโดย "Common Defense Civic Engagement" องค์กรภาคประชาชนที่ทำงานด้านทหารผ่านศึก ทำการสำรวจเมื่อเดือนกันยายนและเผยแพร่ปลายเดือนตุลาคม โดยสอบถามทหารประจำการ ทหารผ่านศึก และครอบครัวของบุคลากรทางทหารรวม 731 คน
ผลที่ได้คือ สมาชิกกองทัพครึ่งหนึ่งต้องการลาออก โดยมีสาเหตุจากนโยบายและการขาดภาวะผู้นำที่ดีของทรัมป์และฝ่ายบริหารของเขา ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสถานการณ์นี้กลายเป็น "วิกฤตความพร้อมรบ" อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะลดทอนขีดความสามารถทางทหารของประเทศลง
ตัวเลขสำคัญที่น่าจับตา:
ข้อมูลเหล่านี้ปรากฏขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ และทรัมป์กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการกลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้
ถ้าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกจริงของคนในกองทัพ แล้วเสียงของพวกเขาพูดว่าอะไร?
โฮเซ วาสเควซ (Jose Vasquez) ทหารผ่านศึกกองทัพบกสหรัฐฯ และผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม Common Defense ให้ความเห็นว่า
"เหล่าทหารผ่านศึกรู้ดีว่าความเป็นผู้นำที่แท้จริงเป็นอย่างไร นั่นคือการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับภารกิจ ในขณะนี้ ทหารผ่านศึกและครอบครัวของทหารเกือบ 8 ใน 10 คนรู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้ง ส่วนกำลังพลที่ยังประจำการอยู่ต่างบอกเราว่า การนำเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงกำลังผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจลาออก นี่ไม่ใช่แค่ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเฉยๆ แต่มันคือวิกฤตด้านความพร้อมของกองทัพ"
แล้วเมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น พวกเขาโทษใครบ้าง?
ผลสำรวจระบุว่า ทหารผ่านศึกและทหารที่ยังประจำการอยู่ประมาณ 50% ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุดอย่างทรัมป์ ส่วนอีก 47% เห็นด้วย
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ได้รับคะแนนใกล้เคียงกัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 45% เห็นด้วยกับเขา แต่ไม่เห็นด้วยสูงถึง 50%
ขณะที่ผู้บัญชาการทหารระดับสูงในกองทัพ ผู้ตอบแบบสอบถาม 56% เห็นด้วยกับการทำงานของพวกเขา อีก 27% ไม่เห็นด้วย
น่าสนใจว่าผู้นำเครื่องแบบได้รับความเห็นด้วยมากกว่าผู้นำทางการเมือง แล้วเรื่องราวใน "บ้านหลังนี้" ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เฮกเซธก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกองทัพ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นสงครามทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็ปลดนายพลและผู้นำระดับสูงที่รับราชการมายาวนาน
เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พลโทเบรตต์ ซิลเวีย นายทหารที่ได้รับการยกย่องและเป็นทหารผ่านศึก ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ของคณะเสนาธิการร่วม เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ารั่วไหลข้อมูล
The New York Times ระบุว่า การปลดครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพบกทั้งที่ยังประจำการและเกษียณแล้วหลายคนตกใจและโกรธ พวกเขาพูดถึงพลโทซิลเวียว่าเป็นนายทหารที่ภักดี รับใช้ชาติอย่างกล้าหาญในการรบ และคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวิธีที่กองทัพจำเป็นต้องปรับตัวและยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำสงครามในอนาคต
Times ยังระบุอีกว่า เฮกเซธได้ปลดหรือลดบทบาทของนายพลและพลเรือเอกมากกว่า 80 นาย หรือประมาณ 10% ของกำลังพล และส่วนใหญ่ถูกปลดโดยไม่ได้รับแจ้งเหตุผล
คำถามที่ตามมาคือ เมื่อคนเก่งๆ ทยอยออก กองทัพจะรับมือภัยคุกคามได้แค่ไหน?
มีรายงานอื่นๆ เปิดเผยว่า ภายใต้การนำของทรัมป์และเฮกเซธ ความสามารถของกองทัพในการตอบโต้ภัยคุกคามลดลงอย่างมาก เนื่องจากคลังกระสุนหมดและข้อบกพร่องอื่นๆ ในขณะที่สงครามในอิหร่านบานปลายกลายเป็นหายนะครั้งประวัติศาสตร์ตามที่รายงานเหล่านั้นระบุ
ผลสำรวจนี้อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนความรู้สึกส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นสัญญาณให้ผู้นำฟังเสียงคนหน้างานมากขึ้น เพราะกองทัพที่เข้มแข็งไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาวุธเท่านั้น แต่วัดที่ขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นของคนที่สวมเครื่องแบบด้วย หากผู้นำรับฟังและปรับทิศทางได้ทัน นี่อาจเป็นโอกาสในการสร้างความไว้วางใจกลับคืนมา
.
💬 แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไร? ถ้าองค์กรที่คุณทำงานอยู่ถูกการเมืองแทรกแซงจนเสียขวัญ คุณจะอยู่ต่อหรือไป? และกองทัพควรอยู่ห่างจากการเมืองแค่ไหนจึงจะเหมาะสม?