เนชั่นทีวี

Exclusive

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 6: โลกจะเปลี่ยนอย่างไรหากสภาเปลี่ยนขั้ว?

01 พ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections   ตอนที่ 6: โลกจะเปลี่ยนอย่างไรหากสภาเปลี่ยนขั้ว?

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 6: โลกจะเปลี่ยนอย่างไรหากสภาเปลี่ยนขั้ว? สแกนปฏิกิริยาพันธมิตร และอำนาจตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 6: โลกจะเปลี่ยนอย่างไรหากสภาเปลี่ยนขั้ว? สแกนปฏิกิริยาพันธมิตร และอำนาจตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์

KEY

POINTS

  • หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา พันธมิตรของสหรัฐฯ (NATO, EU, เอเชีย) คาดหวังความสัมพันธ์ที่มั่นคงและเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนยูเครนจะชัดเจนและรวดเร็วขึ้น
  • ความสัมพันธ์กับจีนจะลดความผันผวนด้านภาษี แต่การแข่งขันทางเทคโนโลยียังคงเข้มข้น ขณะที่ท่าทีต่อรัสเซียจะแข็งกร้าวและเป็นเอกภาพมากขึ้น
  • อำนาจของประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีจะถูกสภาคองเกรสตรวจสอบและควบคุมเข้มงวดขึ้น ผ่านการสอบสวนและผลักดันกฎหมายเพื่อดึงอำนาจกลับคืน
  • แม้สภาจะพยายามควบคุม แต่ประธานาธิบดียังสามารถใช้อำนาจพิเศษด้านความมั่นคงแห่งชาติเพื่อสั่งเก็บภาษีได้ แต่จะเผชิญอุปสรรคด้านงบประมาณและการฟ้องร้องทางกฎหมาย ทำให้ไม่สะดวกเหมือนเดิม

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections

ตอนที่ 6 : โลกจะเปลี่ยนอย่างไรหากสภาเปลี่ยนขั้ว?

สแกนปฏิกิริยาพันธมิตร และอำนาจตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์

โดย กฤษฎา บุญเรือง
 

หากพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ยุทธศาสตร์และภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาในเวทีการเมืองโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

 

1. จีน : ลดความผันผวนเรื่องภาษี แต่ยังคงปะทะกันเรื่องเทคโนโลยี 

ปักกิ่งอาจมองว่าสภาที่คุมโดยเดโมแครตช่วยดึงเบรกมือ ชะลอความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแบบสุดโต่งและคาดเดาไม่ได้ตามอารมณ์ฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ดี แรงกดดันเรื่องการจำกัดส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง ชิปประมวลผล และการแข่งขันในอินโด-แปซิฟิกจะยังคงเข้มข้นต่อเนื่อง เพราะเป็นฉันทามติร่วมของทั้งสองพรรค

 

2. รัสเซีย, ยูเครน และกลุ่มพันธมิตร NATO : ท่าทีที่ชัดเจนและการฟื้นคืนเอกภาพ

การส่งความช่วยเหลือแก่ยูเครน: มอสโกกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะหากเดโมแครตคุมสภา กระบวนการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือทางการทหารและอาวุธแก่ยูเครนจะถูกเร่งให้รวดเร็วและเป็นไปตามแผน จากที่เคยติดขัดและล่าช้า

  • จุดยืนที่เด็ดขาดต่อ NATO: เดโมแครตจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาว่า สหรัฐฯ พร้อมยืนหยัดอย่างเป็นเอกภาพเคียงข้างพันธมิตร NATO เพื่อสกัดกั้นการรุกรานของรัสเซีย เลิกใช้นโยบายขู่ถอนตัวหรือการต่อรองแบบยืมมือคุมความมั่นคง และเปลี่ยนกลับมาเป็นการยึดมั่นในข้อตกลงพันธมิตรทางทหารอย่างมั่นคง

3. สหภาพยุโรป (EU), แคนาดา และเม็กซิโก : การคืนสู่ความเสถียรทางการค้า 

กลุ่มประเทศคู่ค้าหลักต่างคาดหวังความเสถียรและบรรยากาศการเจรจาทางการทูตที่เป็นระบบมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการเก็บภาษีฝ่ายเดียว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการค้าข้ามแดนและกุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจร่วมกัน

 

4. เอเชียและแปซิฟิก : การทูตระยะยาวและการส่งเสริมอิทธิพลผ่านสถานทูต

ความแน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน

 

ประเทศพันธมิตรในเอเชียต่างรอคอยความชัดเจนเรื่องกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเล เปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนระยะสั้น (Transactional) สู่ยุทธศาสตร์ระยะยาว

 

การที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากในคองเกรสจะช่วยคืนอำนาจและงบประมาณให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลสหรัฐฯ ทั่วโลก ให้กลับมาเน้นการสร้างความสัมพันธ์ การส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตย และการรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวัฒนธรรมการเมืองแบบ Trump 2.0 ที่เน้นการเจรจาแบบเจาะจงผลประโยชน์ระยะสั้นเป็นรายกรณีไป


อำนาจเจรจาเรื่องภาษี (Tariffs) ของทรัมป์จะถูกลดทอนลงจริงไหม?


คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากพรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองสภาคองเกรส จะสามารถ "ยึดอำนาจ" หรือ "ตัดมือตัดเท้า" ไม่ให้ทรัมป์ใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าตามใจชอบได้จริงหรือเปล่า? คำตอบแบบเข้าใจง่ายๆ คือ "โดนเบรกชะลอลงแน่ๆ แต่ไม่ได้ถูกริบอำนาจไปทั้งหมด" โดยแบ่งออกเป็นสองมุมมองดังนี้

1. ฝ่ายค้านดึงเบรกมือ : สภาใช้กฎหมายสั่งตรวจสอบและคุมเข้มงบประมาณ

อำนาจที่แท้จริงตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ Article I, Section 8 อำนาจที่แท้จริงในการเก็บภาษีและการค้าระหว่างประเทศเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี! แต่ที่ผ่านมา สภาเคยยกอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้ชั่วคราว

  • สืบสวนและผลักดันกฎหมายใหม่ : หากเดโมแครตครองเสียงข้างมาก การวิเคราะห์จาก Western University ชี้ว่า สภาจะเริ่มจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนและเปิดประชาพิจารณ์ (Hearings) เพื่อเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาสอบเค้นถึงผลกระทบเรื่องสินค้าแพงขึ้น พร้อมทั้งผลักดันร่างกฎหมายใหม่เพื่อ "ดึงอำนาจกำหนดภาษีกลับคืนสู่สภา" ลดอำนาจต่อรองในเวทีโลก

 

สิ่งนี้จะทำให้ทรัมป์ไม่สามารถขู่หรือใช้มาตรการภาษีแบบปุบปับกับต่างชาติได้ง่ายๆ อีกต่อไป เพราะต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาก่อนเสมอ ประเทศคู่ค้าจะเริ่มรู้ทันว่าคำขู่เรื่องภาษีของฝ่ายบริหารอาจถูกสภาคองเกรสสั่งระงับได้ อำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าโลกของทีมทรัมป์จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

2. อำนาจสั่งการในมือทรัมป์ : ช่องทางพิเศษที่สภาแทรกแซงได้ยาก

การใช้อำนาจฉุกเฉินสั่งการ แม้สภาจะพยายามคุมเข้ม ข้อมูลวิเคราะห์จาก Pepperstone ระบุว่า ทรัมป์ยังมี "การ์ดพิเศษ" ในมือ นั่นคืออำนาจสั่งการฝ่ายบริหาร (Executive Authority) โดยเฉพาะการอ้างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ เช่น Section 232 หรือกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อสั่งเก็บภาษีประเทศคู่แข่งได้โดยตรงโดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภา

 

โดนยื้อเวลาและฟ้องร้องในชั้นศาล ข้อยกเว้นทางกฎหมายเหล่านี้ทำให้ฝ่ายบริหารยังพอมีช่องทางตอบโต้ทางเศรษฐกิจได้อยู่บ้าง เพียงแต่กระบวนการทั้งหมดจะถูกสภาคองเกรสดักทาง ตัดงบประมาณสนับสนุนในการบังคับใช้ และถูกประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจฟ้องร้องต่อศาลชั้นต้นจนใช้งานได้ไม่สะดวกเหมือนเก่า 

“ยิ่งไปกว่านั้น สภาฝ่ายค้านยังสามารถใช้อำนาจควบคุมกระเป๋าเงิน (Power of the Purse) บีบไม่ให้กระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากรมีงบไปดำเนินการตั้งกำแพงภาษีได้อย่างสะดวก ส่งผลให้นโยบายการค้าต้องเจอกับตอใหญ่ในทุกขั้นตอน”

ข่าวล่าสุด