นายพิพัฒน์ กล่าวถึงการเชื่อมประเทศไทยกับโลกทางน้ำ หรือทางทะเลว่า ประเทศไทยติดกับมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก ท่ามกลางมหาอำนาจทางประชากร ทั้งจีน และอินเดีย พร้อมยังเห็นว่า การจะเชื่อมโลกทางทะเล ประเทศไทย จำเป็นจะต้องมีท่าเรือเพิ่ม เพราะท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบันเต็มอัตรากำลังความสามารถแล้ว แม้จะถมทะเลขยายท่าเรือ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 4 ปีข้างหน้า ก็น่าจะสามารถรับตู้สินค้าเพิ่มได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล จึงควรจะต้องมีท่าเรือที่ 2 และ 3 เพิ่ม ซึ่งจะต้องสามารถออกไปยังมหาสมุทรอินเดียได้เพิ่ม เพราะท่าเรือน้ำลึกที่ระนอง ยังมีขนาดเล็ก เรือใหญ่ไม่สามารถเทียบท่ารับสินค้าได้ กระทรวงคมนาคม จึงอยู่ระหว่างการสำรวจหลังจากที่กระทรวงฯ ได้ยกเลิกแลนด์บริดจ์ไปแล้วว่า จะสามารถสร้างท่าเรือฝั่งอันดามัน เพื่อกระจายสินค้าจากประเทศไทย ไปยังมหาสมุทรอินเดีย เพื่อไปยังตะวันออกกลาง และยุโรปได้อย่างไร เพราะการขนส่งผ่านท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบัน ยังต้องผ่านสิงคโปร์ หรือต้องขนส่งทางรถยนต์ เพื่อไปด่านสะเดา บรรจบตอนกลางของมาเลเซีย
รวมถึงทะเลฝั่งอ่าวไทย ยังควรมีการศึกษาท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ขณะนี้มีอยู่แล้วที่จังหวัดสงขลา แต่เรือใหญ่ก็ยังไม่สามารถเทียบท่ารับสินค้าได้ ดังนั้นจึงต้องหาแนวทางให้เรือใหญ่เข้ามารับสินค้า และเชื่อมโยง 2 สมุทร โดยใช้ระบบรางเป็นตัวเชื่อมโยงในการขนส่งสินค้า ตั้งแต่จีนตอนใต้ เข้าภาคกลาง ลงภาคใต้ หรือสามารถเชื่อม 2 มหาสมุทร และเชื่อมโยงต่อระบบรางเพื่อไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ มหาสมุทรอินเดียได้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งทางทะเล
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการขนส่งทางอากาศว่า ปัจจุบันใช้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งมีการขนส่งทางอากาศประมาณ 1,774,000 ล้านตันต่อปี ซึ่งไม่ถึง 1% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก แต่เมื่อคิดเป็นวงเงินแล้ว มีมูลค่า 33% ของการส่งออก หรือ 3,500,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงนามคลังสินค้าแห่งที่ 3 โดยสามารถเข้าบริหารดำเนินการได้ ในปี 2572 ซึ่งเมื่อดำเนินธุรกรรมแล้ว จะสามารถขนถ่ายสินค้าเพิ่มได้ 600,000-700,000 ตันต่อปี ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ถึง 44% หรือ 5,500,000 ล้านบาท
และในอนาคตหากมีการขนส่งสินค้ามากกว่านั้น ก็จะขยายการดำเนินการไปที่ดอนเมือง และอาจใช้อู่ตะเภาเพิ่มเติม หรือหากศักยภาพรองรับไม่เพียงพอ ก็อาจจะขยายไปใช้งานต่อที่สนานบินกระบี่เพิ่มเติม และจะหาวิธีการขนย้ายสินค้าจากจังหวัดกระบี่ เพื่อกระจายไปยังผู้ประกอบการต่าง ๆ
นายพิพัฒน์ ยังย้ำว่า ภูมิศาสตร์ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ท่ามกลาง 2 มหาอำนาจด้านประชากร ทั้งจีน และอินเดีย รวมถึง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้น จะต้องหาวิธีการขนถ่ายสินค้า และทำให้ประเทศไทย เป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางของผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเดินทางไปทวีปใด หรือจะแวะพัก และท่องเที่ยวโดยประเทศไทย ก่อนเดินทางต่อไปยังอาเซียน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องกลับมาทบทวนเพื่อใช้ประโยชน์ดังกล่าว
นายพิพัฒน์ ยังเห็นว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และยุโรปในวันนี้ถือว่า เป็นโอกาสของประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นครัวโลก ตนจึงมีความมั่นใจในประเทศไทย และนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำเสมอที่จะให้แต่ละกระทรวงเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ตนจึงมั่นใจ และมีความเชื่อว่า ภาคเอกชน และภาคธุรกิจ ก็มีความมั่นใจในศักยภาพประเทศไทย ที่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความสำเร็จ สามารถเป็นศูนย์กลางทางอากาศ และทางทะเลได้ และกำลังจะมีระบบรางที่เชื่อมจีนตอนใต้ และสิงคโปร์ โดยผ่านมาเลเซีย และสิ่งใดที่อดีตทำไม่ได้ ตนมั่นใจว่า ในยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั้น สามารถทำได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับนักธุรกิจด้วยว่า จะให้การสนับสนุน หรือให้ข้อแนะนำอย่างไร ซึ่งตนพร้อมรับฟังคำติชม และรับข้อมูลต่าง ๆ
ทั้งนี้มั่นใจว่าประเทศไทยสามารถเดินต่อได้ และต้องฟื้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากไม่ฉวยโอกาสในเวลานี้ โอกาสประเทศไทยอาจหลุดลอยได้ จึงขอให้มั่นใจในการเป็นผู้นำของนายอนุทิน