“ผลไม้รถเข็น” เสน่ห์สตรีทฟู้ดไทย เรียกรอยยิ้ม เสิร์ฟความสดชื่น IMF-World Bank 2026
13 ต.ค. 2569 | prisana_tha

“ผลไม้รถเข็น” เสน่ห์สตรีทฟู้ดไทย เรียกรอยยิ้ม เสิร์ฟความสดชื่นของผลไม้สดตามฤดูกาล ในเวทีระดับโลก IMF-World Bank 2026
Business
13 ต.ค. 2569 | prisana_tha

“ผลไม้รถเข็น” เสน่ห์สตรีทฟู้ดไทย เรียกรอยยิ้ม เสิร์ฟความสดชื่นของผลไม้สดตามฤดูกาล ในเวทีระดับโลก IMF-World Bank 2026
KEY
POINTS
13 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนึ่งในสีสันเรียกรอยยิ้มให้ผู้ร่วมงาน ประชุม IMF-World Bank 2026 ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ไม่น้อย นั่นคือ “ผลไม้รถเข็น” สตรีทฟู้ดซิกเนเจอร์ไทยแลนด์ ที่นำผลไม้สดตามฤดูกาลและขนมไทยมาให้บริการ จนแขกชาวต่างชาติหลายคนติดใจในรสชาติ กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ความเป็นไทย ที่น่าจดจำบนเวทีโลก
ปีนี้ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (The 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่ไทยกลับมาจัดงานสำคัญระดับโลกนี้อีกครั้ง พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารภาคธุรกิจ และผู้แทนจาก 191 ประเทศ
แม้การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับหารือทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก แต่สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพยังเป็นโอกาสในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ให้ผู้มาเยือนได้รู้จักมากขึ้น
โดยอีกหนึ่ง ซอฟต์พาวเวอร์ไทยที่น่าสนใจ คือ การนำผลไม้รถเข็นมาเสิร์ฟให้แขกในงานประชุมได้ลิ้มลองกัน การที่ผลไม้รถเข็นริมถนนของไทย ได้มาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมระดับนานาชาติแบบนี้ นอกจากความอร่อยและสดชื่นแล้ว อีกมุมหนึ่ง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทำความรู้จักกับวัตถุดิบ GI และวัฒนธรรมอาหารไทยในอีกมุมหนึ่ง ที่แตกต่างจากรูปแบบการจัดอาหารว่างทั่วไป
เจ้าหน้าที่ประจำบูธผลไม้รถเข็น ให้ข้อมูลว่า การเสิร์ฟผลไม้แก่แขกที่มาร่วมประชุมครั้งนี้ มีการจัดบูธผลไม้และของว่าง วันละ 2 รอบ ได้แก่ ช่วงเช้าเวลา 10.00 น. และช่วงบ่ายประมาณ 14.00 น. โดยมีรถเข็นผลไม้ 2 คันออกมาให้บริการในแต่ละรอบ พร้อมหมุนเวียนรายการอาหารและผลไม้ไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับเมนูซ้ำเดิมตลอดช่วงการจัดประชุม
ในวันนี้(13 ต.ค. 2569) วันที่สองของงาน รอบเช้ามีผลไม้ให้บริการ 2 ชนิด ได้แก่ เงาะ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ สับปะรดภูแล GI จากจังหวัดเชียงราย ส่วนรอบบ่ายเปลี่ยนเป็นไอศกรีมกะทิ
ขณะที่เมนูของวันก่อนหน้า (12 ต.ค. 2569 วันแรกของการประชุม) มีทั้ง "มะม่วง" และ "แตงโมเหลือง" ในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเป็นขนมไทย ได้แก่ "ขนมตาล" และ "วุ้นมะพร้าวรูปเป็ด" ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความหลากหลายให้กับของว่างแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักทั้งผลไม้ไทยและขนมไทยโบราณ ที่ชาวต่างชาติอาจไม่รู้จักมาก่อน
รายการผลไม้และขนมจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละวัน โดยเมนูในช่วงบ่าย อาจมีขนมไทยโบราณชนิดอื่นเข้ามาเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดเตรียมของทางครัวส่วนกลาง
นอกจากความน่าสนใจของตัวรถเข็นแล้ว อีกสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้เข้าร่วมงานคือ บรรยากาศที่คึกคักบริเวณบูธผลไม้ โดย กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น กรุ๊ป ได้สอบถามแขกชาวต่างชาติหลายคน ส่วนใหญ่ชื่นชอบผลไม้ที่นำมาให้บริการ ทั้งรสชาติหวานอร่อย สดใหม่ โดยเฉพาะสับปะรดภูแล ของดีจากจังหวัดเชียงราย โดยผู้ร่วมงานชาวต่างชาติรายหนึ่งถึงกับเอ่ยปากชมว่า เป็นหนึ่งในสับปะรดที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยรับประทานมา
เสียงตอบรับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลไม้ไทยที่หลายคนคุ้นเคย สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนจากต่างประเทศได้ไม่น้อย ขณะเดียวกัน แขกผู้มีเกียรติหลายคนมองว่า การนำผลไม้มาให้บริการผ่านรถเข็นแบบไทยๆ เป็นไอเดียที่น่ารักและน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นภาพที่แตกต่างจากการจัดอาหารว่างในงานประชุมทั่วไป ทั้งยังช่วยเพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศภายในงาน
เจ้าหน้าที่ประจำบูธ เล่าอีกว่า ในวันก่อนหน้ามีผู้เข้าร่วมงานเดินแวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนผลไม้ที่เตรียมไว้หมดลงภายในเวลาอันรวดเร็วประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เห็นว่าการนำผลไม้และขนมไทยมาจัดแสดงในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ช่วยให้ชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเป็นครั้งแรก ได้เรียนรู้วัฒนธรรมอาหารของประเทศมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้ลองชิมแล้ว ยังได้เห็นหน้าตาและวิธีนำเสนออาหารแต่ละชนิดอย่างใกล้ชิด
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงการแจกจ่ายของว่างให้กับผู้ร่วมงาน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้พูดคุย ทดลองชิม ถ่ายภาพ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นกันเอง ไอเดียในการนำผลไม้รถเข็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย มาจัดแสดงและเสิร์ฟในเวทีระดับโลกครั้งนี้ จึงกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ที่สำคัญสามารถสื่อสารและเชื่อมโยงไปถึงการสร้างโอกาสให้ผลผลิตจากเกษตรกรไทย ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมทั้งทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหาร และวิถีชีวิตของคนไทย ด้วย