เนชั่นทีวี

Business

เอเชียแบกเศรษฐกิจโลกพุ่ง 68%! IMF เผยจุดเปลี่ยน "วิกฤตสูงวัย" เสี่ยงทำสปีดสะดุด ชี้ AI ช่วยชดเชยแรงงานหด

12 ต.ค. 2569 | natthanan_chu

เอเชียแบกเศรษฐกิจโลกพุ่ง 68%! IMF เผยจุดเปลี่ยน "วิกฤตสูงวัย" เสี่ยงทำสปีดสะดุด ชี้ AI ช่วยชดเชยแรงงานหด

เอเชียแบกเศรษฐกิจโลกพุ่ง 68%! IMF เผยจุดเปลี่ยน "วิกฤตสูงวัย" เสี่ยงทำสปีดสะดุด ชี้ AI ช่วยชดเชยแรงงานหดตัว – TDRI เสนอ 3 นโยบายด่วนรับมือ

เอเชียแบกเศรษฐกิจโลกพุ่ง 68%! IMF เผยจุดเปลี่ยน "วิกฤตสูงวัย" เสี่ยงทำสปีดสะดุด ชี้ AI ช่วยชดเชยแรงงานหดตัว – TDRI เสนอ 3 นโยบายด่วนรับมือ

KEY

POINTS

  • เอเชียแบกเศรษฐกิจโลก 68%: IMF เผยเอเชียโตแกร่ง หนุนเศรษฐกิจโลก แต่เสี่ยงสะดุดจากวิกฤตสูงวัยรวดเร็ว
  • AI ช่วยชดเชยแรงงานหดตัว: คาด AI เร่งเศรษฐกิจเอเชียโต 0.2–1.0% พร้อมแนะเร่งรวมตัวการค้าในภูมิภาค
  • TDRI เสนอ 3 นโยบายด่วน: ดึง AI ปฏิรูปเกษตร-สาธารณสุข อุ้ม SMEs และยึดการสร้างงานดีเป็นแกนหลัก

12 ตุลาคม 2569 จับตา "ภูมิภาคเอเชีย" เครื่องยนต์เศรษฐกิจโลก เตรียมรับมือ 3 ปัจจัยบวกและลบ "วิกฤติประชากรสูงวัย - AI ชดเชยแรงงานหดตัว - การรวมตัวทางการค้า" ด้าน "ทีดีอาร์ไอ" เสนอ 3 นโยบายเร่งด่วนสู่อนาคต

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดตัวรายงานเรือธงประจำปีฉบับใหม่ล่าสุด หัวข้อ “Shaping the Future of Asia : Opportunities and Challenges” ระหว่างการประชุมประจำปี 2026 “IMF-World Bank Annual Meetings 2026” เปิดฉากวันแรก 12 ต.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

 

รายงานชี้ให้เห็นว่า แม้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ในสัดส่วนถึงราว 68% แต่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” จากมรสุมความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการก้าวสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างรวดเร็ว ความท้าทายการค้าจากการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ และประสิทธิภาพการลงทุนที่ลดลง

"คริสตาลินา กิออร์กิเอวา" กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียเติบโตและประสบความสำเร็จมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา เศรษฐกิจเอเชียคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด และในปี 2026 นี้ บทบาทของเอเชียยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นพิเศษ

"ในปีนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่การจัดการประชุมขึ้นที่ประเทศไทย เศรษฐกิจเอเชียได้สร้างสถิติใหม่ด้วยสัดส่วนการขยายตัวคิดเป็นถึง 68% ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด" 

 

เอเชียแบกเศรษฐกิจโลกพุ่ง 68%! IMF เผยจุดเปลี่ยน "วิกฤตสูงวัย" เสี่ยงทำสปีดสะดุด ชี้ AI ช่วยชดเชยแรงงานหด

 

ความแข็งแกร่งนี้ส่งผลโดยตรงถึงคุณภาพชีวิตของประชากร โดยเอเชียประสบความสำเร็จในการลดปัญหาความยากจนขั้นรุนแรงจากมากกว่า 25% ลงมาเหลือต่ำกว่า 5% ในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ การเติบโตของเอเชียเกิดจากการขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

เตรียมรับมือ 3 ปัจจัยใหญ่

 

ระยะถัดไปที่เอเชียกำลังเข้าสู่บทใหม่จะต้องเตรียมรับมือกับความพลิกผัน 3 เรื่องทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ได้แก่ 1.วิกฤติประชากรสูงวัย 2. AI ชดเชยแรงงานหดตัว และ 3. การรวมตัวทางการค้าในภูมิภาค

 

ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญการเข้าสู่สังคมสูงวัย รวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นในโลก สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปี ขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 11% เป็น 20% ภายในปี 2050 IMF เสนอทางออกเพื่อชดเชยการลดลงของแรงงานว่า การดึงผู้หญิงเข้ามาในระบบแรงงาน ให้เท่าเทียมกับผู้ชายจะช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานในภูมิภาคได้สูงถึง 112 ล้านคน รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุให้สามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น

อย่างไรก็ดี AI จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการก้าวข้ามข้อจำกัดทางประชากร คาดว่า AI จะช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียได้ 0.5-1.0% ต่อปี และในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ 0.2-0.8% ต่อปี

 

เร่งปฏิรูปทักษะแรงงาน กระจายการเข้าถึง AI

 

ทางด้าน กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF กล่าวเพิ่มเติมว่า หากการเติบโตของผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวม (TFP Growth) เพิ่มขึ้นได้ 0.8% จะทดแทนผลกระทบเชิงลบจากประชากรสูงวัยได้ทั้งหมด แม้กระทั่งในกลุ่มประเทศที่ประชากรเกิดต่ำ

 

ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปทักษะแรงงานและกระจายการเข้าถึง AI เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศและระหว่างขนาดของธุรกิจ ส่วนการรวมตัวทางการค้าในภูมิภาค ในสภาวะที่มาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเอเชียในฐานะภูมิภาคที่พึ่งพาการส่งออกสูงที่สุด IMF ได้เสนอให้เอเชียหันมารวมตัวและสร้างตลาดภายในภูมิภาคเอง

 

รายงานประเมินว่าการจัดทำข้อตกลงการค้าเชิงลึกในภูมิภาคและการลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี สามารถช่วยเพิ่มจีดีพีของภูมิภาคเอเชียได้ถึงประมาณ 1.8% ในระยะยาว

 

แนะเร่งปฏิรูปภาคการเงิน

 

รายงาน Shaping the Future of Asia ยังได้เตือนถึงภาวะ “ประสิทธิภาพการลงทุนที่ลดลง” โดยวัดจากอัตราส่วนเพิ่มของทุนต่อผลผลิต (ICOR) ที่พุ่งสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ของภาคธุรกิจที่ลดลงหลังวิกฤติการเงินโลก ตลอดจนดัชนีการจัดสรรเงินทุนผิดพลาด ที่เพิ่มขึ้นราว 25%

 

สาเหตุสำคัญมาจากระบบการเงินของเอเชียที่ยังพึ่งพา “ธนาคาร” เป็นหลัก ทำให้เงินทุนไหลไปสู่บริษัทขนาดใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจที่มีผลิตภาพต่ำ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) และสตาร์ตอัปนวัตกรรมสูงกลับประสบปัญหาขาดแคลนทุน IMF จึงเสนอให้เร่งพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน และการร่วมลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสนับสนุนภาคบริการซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์เติบโตใหม่ของเอเชีย

 

เกาหลีมอง AI เสี่ยงฟองสบู่

 

ในเซสชั่นการเปิดตัวรายงานดังกล่าวยังมีวงเสวนาที่ประกอบด้วย ไนเจล คลาร์ก รองกรรมการผู้จัดการ IMF, อี ชางยง อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้, ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอนันถะ นาเกศวรัน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดีย

 

อี ชางยง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า “AI” เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ หลายฝ่ายคาดหวังว่า AI และหุ่นยนต์จะสามารถทดแทนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ แต่เทคโนโลยีก็อาจสร้างผลกระทบทางสังคมในรูปแบบที่คาดไม่ถึง

 

เกาหลีใต้กำลังได้รับประโยชน์มหาศาลจากความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI โดยเฉพาะบริษัท Samsung Electronics และ SK Hynix ที่ในอดีตเคยสัดส่วนรวมกัน 19% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 50%

 

การเติบโตดังกล่าวจะสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่ความคาดหวังต่อเทคโนโลยี อาจสูงเกินกว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในระยะสั้น โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับ “ฟองสบู่ดอตคอม” ในช่วงต้นทศวรรษ 2000

 

แม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว แต่ประโยชน์ที่ชัดเจนอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ขณะที่ความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดการเงินสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI สูงมาก

 

“อี” ยังเสนอให้รัฐบาลเกาหลีใต้นำรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” แทนการนำเงินกลับไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

 

เสนอ 3 นโยบายเร่งด่วนสู่อนาคต

 

นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคถัดไปของไทยคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของ “ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI” จะมีการกระจายไปยังทุกภาคส่วนได้อย่างไร เพราะเทคโนโลยีระลอกนี้มีแนวโน้มขยายความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น ทั้งระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และระหว่างผู้ที่เข้าถึงกับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี

 

นายวิรไท ได้เสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายเร่งด่วน สำหรับภาครัฐ ได้แก่

  • 1. ดึง AI ปฏิรูป 3 ภาคส่วนที่ผูกพันกับคนส่วนใหญ่ โดยรัฐต้องโฟกัสการนำ AI และดิจิทัลโซลูชันไปยกระดับภาคส่วนที่ยังมีผลิตภาพต่ำแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนวงกว้าง ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม การศึกษา และบริการสาธารณสุข เพื่อให้ดอกผลของการพัฒนาตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
  • 2. เสริมสภาพคล่องและขีดความสามารถของ SMEs ปัจจุบัน SMEs กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันกับรายใหญ่ที่นำ AI มาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อ SMEs เป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี ควบคู่กับมาตรการคุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้ปรับตัว
  • 3. กำหนดให้ “การสร้างงานที่ดี” เป็นแกนหลักของทุกนโยบาย โครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคตจะไม่ใช่ภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นอีกต่อไป แต่จะขยับสู่ภาคบริการและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรขนาดใหญ่กำลังนำ AI มาลดจำนวนบุคลากร ทำให้เกิดวิกฤติการหางานของเด็กจบใหม่

 

ขณะที่แรงงานวัย 45-60 ปี เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างและปรับตัวยาก ภาครัฐจึงต้องยึดการสร้างงานที่มีคุณภาพ มั่นคง และมีผลิตภาพในวงกว้างเป็นเป้าหมายหลักในทุกนโยบายเศรษฐกิจนับจากนี้
 

ข่าวล่าสุด