เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS: ดอกกุหลาบที่เปื้อนเลือดและน้ำตา เปิดปฐมบทความแค้นครึ่งสหัสวรรษ "ลีดส์ vs แมนฯยู"

17 ต.ค. 2569 | nation_ent

SPORTS: ดอกกุหลาบที่เปื้อนเลือดและน้ำตา เปิดปฐมบทความแค้นครึ่งสหัสวรรษ "ลีดส์ vs แมนฯยู"

เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นในสนามเอลแลนด์ โรด ในศึกพรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 7 ท่ามกลางบรรยากาศดุดันและแรงกดดันมหาศาล แฟนบอลทั่วโลกอาจมองเห็นเพียงการฟาดฟัน 90 นาทีระหว่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของ ดาเนียล ฟาร์เค่อ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของกุนซือ ไมเคิล คาร์ริค

ทว่าภายใต้ผืนหญ้าและสีเสื้อสีขาวและแดงนั้น กลับรองรับน้ำหนักของความเกลียดชังทางประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมานานกว่า 500 ปี อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ศึก "สงครามดอกกุหลาบ" ครั้งนี้ ไม่เคยมีคำว่ายอมจำนนอยู่ในพจนานุกรม และเหตุใดการเจอกันในยามที่ปีศาจแดงกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตไม่ชนะใครติดต่อกันในลีกถึง 5 นัด ถึงได้เปรียบเสมือนการเติมน้ำมันลงในกองไฟที่ไม่มีวันดับ

 

⚽[รากเหง้าความแค้นจากสงครามยุคกลางสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม]

ชื่อเรียก "สงครามดอกกุหลาบ" หรือศึกดาร์บี้แห่งเทือกเขาเพนไนน์ ไม่ใช่เพียงฉายาทางการค้าในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ แต่ย้อนกลับไปถึงสงครามกลางเมืองอังกฤษในศตวรรษที่ 15 ระหว่างราชวงศ์แลงคาสเตอร์ เจ้าของสัญลักษณ์ "ดอกกุหลาบสีแดง" และราชวงศ์ยอร์ก เจ้าของสัญลักษณ์ "ดอกกุหลาบสีขาว" สายเลือดและความเคียดแค้นในยุคนั้นตกทอดมาสู่ตราสัญลักษณ์และสีเสื้อประจำสโมสรอย่างชุดแข่งสีแดงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และชุดแข่งสีขาวของลีดส์ ยูไนเต็ด

 

ต่อมาในศตวรรษที่ 18 และ 19 ความตึงเครียดได้ก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อแมนเชสเตอร์เติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฝ้ายระดับโลก ขณะที่ลีดส์กลายเป็นศูนย์กลางสิ่งทอขนสัตว์ การแข่งขันเพื่อครอบครองความเป็นใหญ่ทางเศรษฐกิจภาคเหนือของอังกฤษ และอคติทางชนชั้นระหว่างชาวลังคาเชียร์กับชาวยอร์กเชียร์ ได้เปลี่ยนผ่านจากสังเวียนการค้าเข้ามาสู่ผืนหญ้าของเกมฟุตบอลในที่สุด

⚽[ปะทุบนผืนหญ้า: ยุคสมัยของแมตต์ บัสบี และ ดอน รีวี]

ความขัดแย้งเข้มข้นจนกลายเป็นศตวรรษแห่งความเกลียดชังอย่างเป็นทางการในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ นำเสนอสไตล์การเล่นสง่างาม เกมรุกเปี่ยมจินตนาการ แต่ลีดส์ ยูไนเต็ด ของ ดอน เรวี่ กลับสร้างทีมด้วยปรัชญาดุดัน ถึงลูกถึงคน และมุ่งเน้นวินัย

 

จุดแตกหักเกิดขึ้นในศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ปี 1965 ที่เต็มไปด้วยการแลกหมัดและปะทะรุนแรง จนเสื้อของ เดนิส ลอว์ ขาดวิ่นจากการปะทะกับ แจ็กกี้ ชาร์ลตัน ก่อนที่ลีดส์จะเฉือนชนะในนัดรีเพลย์ ทว่าแมนฯ ยูไนเต็ด ก็เอาคืนด้วยการแย่งแชมป์ดิวิชัน 1 ในฤดูกาลเดียวกันด้วยประตูเฉลี่ยที่ดีกว่า บาดแผลดังกล่าวตอกย้ำให้ไฟแห่งความเกลียดชังโชติช่วงขึ้นอย่างไม่มีวันดับ

 

⚽[บาดแผลฝังลึก และคดีความแค้นที่ต้องสะสาง]

ประวัติศาสตร์ของศึกดาร์บี้แมตช์นี้อุดมไปด้วยเหตุการณ์สุดช็อก ตั้งแต่กรณีของ รอย คีน กัปตันทีมปีศาจแดงที่บาดเจ็บเอ็นเข่าขาดในเกมเมื่อปี 1997 แล้วถูก อัลฟ์-อิงเก้ ฮาลันด์ กองหลังลีดส์ เดินเข้ามาตะโกนใส่หน้าว่าเสแสร้ง นำไปสู่การเฝ้ารอเอาคืนยาวนานถึง 3 ปีครึ่ง จนเกิดการย่ำปุ่มสตั๊ดใส่เข่าฮาแลนด์อย่างรุนแรงในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ปี 2001

 

นอกจากนี้ ยังมีปาฏิหาริย์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 2010 เมื่อลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งร่วงไปอยู่นอกลีกในระดับลีกวัน บุกไปน็อกแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยประตูชัยของ เจอร์เมน เบ็คฟอร์ด ถือเป็นชัยชนะประวัติศาสตร์ที่ตัดฉากเขี่ยทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตกรอบสามเอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรก ผสานกับวัฒนธรรมฮูลิแกนนิซึมในอดีตระหว่างกลุ่ม Service Crew ของลีดส์ และ Red Army ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำให้บรรยากาศที่เอลแลนด์ โรด กดดันและน่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

⚽[รอยร้าวแห่งการทรยศ: ยุทธศาสตร์การย้ายทีมสะเทือนอารมณ์]

แม้จะเกลียดชังกันเพียงใด แต่มีนักเตะมากกว่า 30 รายที่เคยสวมเสื้อของทั้งสองสโมสร ซึ่งการย้ายทีมโดยตรงมักเปรียบเสมือนการหักหลังแฟนบอล บาดแผลที่ใหญ่ที่สุดคือการย้ายทีมของ เอริก คันโตนา ในปี 1992 ด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์ หลังพาลีดส์คว้าแชมป์ลีก ก่อนที่เขาจะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญนำแมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัย

 

ตามมาด้วยการทุ่มสถิติ 29.1 ล้านปอนด์ คว้าตัว ริโอ เฟอร์ดินานด์ ในปี 2002 และการย้ายทีมสะเทือนใจแฟนบอลของ อลัน สมิธ ลูกหม้อลีดส์ในปี 2004 ที่ย้ายไปโอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังลีดส์ตกชั้น ขณะเดียวกัน การย้ายสลับขั้วของ จอนนี ไจลส์ ในปี 1963 และ กอร์ดอน สตรัคคั่น ในปี 1989 จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มายังลีดส์ ก็กลายเป็นกำลังสำคัญที่พาทัพยูงทองผงาดคว้าแชมป์เช่นกัน

 

⚽[ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีคำว่าถอย]

จากสถิติการพบกันทั้งหมด 115 นัด แม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะถือครองความเหนือกว่าด้วยชัยชนะ 50 นัด คว้าถ้วยรางวัลรวม 68 ถ้วย ขณะที่ลีดส์ ยูไนเต็ด ชนะ 27 นัด และมีถ้วยรางวัล 9 ถ้วย แต่ตัวเลขในอดีตไม่เคยนำมาตัดสินผลแข่งในสนามได้

 

ศึกดาร์บี้แมตช์ระหว่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มิใช่เพียงเกมฟุตบอล 90 นาที แต่คือการแบกรับอุดมการณ์ ความภาคภูมิใจ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของคนสองฝั่งเทือกเขา ทุกครั้งที่ทั้งสองทีมก้าวลงสู่สนาม บาดแผลในอดีตและความเกลียดชังที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังขับเคี่ยวที่ดุดัน เร้าใจ และเป็นแมตช์ที่แฟนบอลทั่วโลกปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องจับตามองจนถึงวินาทีสุดท้าย

ข่าวล่าสุด