นายวิทยาฯ เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยติดตามปริมาณฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ควบคู่กับการควบคุมเกณฑ์ปริมาณน้ำในเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงใช้ระบบชลประทานช่วยรับและกระจายน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำสายหลัก และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปัจจุบัน ที่สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ควบคู่กับการแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน ทั้งนี้ ได้เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนอย่างใกล้ชิด พร้อมมีหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมและแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบ ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าและระดับน้ำทั้งเหนือและท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา หากจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นบันได พร้อมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนให้ทราบล่วงหน้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งด้านเหนือและท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ