รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ ชี้ว่า สถานการณ์ของไทยเหมือนมีบ่อน้ำมันหรือเหมืองทองคำอยู่ในสวนหลังบ้าน แต่น่าแปลกที่ไม่สามารถนำทองหรือน้ำมันไปขายจนร่ำรวยได้ ทั้งที่ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ กลุ่ม 1% ที่มีทุนสูงสุดควรจะเป็นผู้ครอบครองและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่
“เราอยู่ในกลุ่ม 1% ทางวัฒนธรรม เหมือนมีบ่อน้ำมัน มีเหมืองทองอยู่ในสวนหลังบ้าน แต่มันน่าแปลกที่ว่า ทำไมเราถึงไม่สามารถเอาบ่อน้ำมัน เอาทองไปขายจนให้เป็นมหาเศรษฐีได้ ทั้ง ๆ ที่บทพิสูจน์ของระบบเศรษฐศาสตร์โลกมันพิสูจน์มาแล้วว่า ถ้าเราเป็น 1% เราต้องมีรายได้เป็น 99%”
“ประเทศไทยเราไม่ค่อยเป็นที่หนึ่งอะไรของเอเชีย ไม่ค่อยมีโอกาสได้ติดอันดับ Top 10 ของโลก นอกจากอัตราการตายบนท้องถนน อัตราคอร์รัปชัน พวกนี้เราอาจจะได้มีโอกาสได้ติด Top 10 กับเขา แต่วันนี้เมื่อเรามีทุนวัฒนธรรมสูงเป็นอันดับต้น ๆ”
“จึงอยากฝากการบ้านหลังจบการศึกษากับทุกท่านว่า จะสามารถบูรณาการความรู้ที่ได้เพื่อทำให้เหมืองทอง บ่อน้ำที่อยู่ในสวนหลังบ้านของเรา กลายมาเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้อย่างไร” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุ
สำหรับหลักสูตร ปนว. เดิมใช้ชื่อย่อ บวส. จัดขึ้นเป็นปีแรก รุ่นที่ 1 เมื่อปี 2568 จบหลักสูตรไปเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และเปิดหลักสูตรปฐมนิเทศนักศึกษารุ่น 2 ในวันเดียวกันนี้
หลักสูตร ปนว. เชื่อมโยงกับโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ซึ่งมี ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อน
โครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณและการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) โดยมีมูลนิธิสื่อสานพลังชุมชนเป็นหน่วยงานผู้ดำเนินงานในพื้นที่