นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ตลอด 15 ปีความสำเร็จของมูลนิธิฯ มาจากการทำงานร่วมกันของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประสบปัญหา และภาคีเครือข่ายทุกคน ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สิทธิความเสมอภาคของหญิงชายและเพื่อนในเพศวิถี เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งก้าวต่อไปจากนี้ต้องยกระดับการทำงานจากรากฐานที่แข็งแรงสู่งานระดับปัจเจก พัฒนาชุมชนนำร่อง ผลักดันนโยบาย กฎหมายที่สร้างความเท่าเทียมทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม ขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมให้มั่นใจว่าทุกคน ทุกเพศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไร้ความรุนแรง มีศักดิ์ศรี มีสิทธิและมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน
“แม้เราจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสังคม มีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยี AI ปัญหาเศรษฐกิจ ทุนเหล้า ทุนผูกขาด ปัจจัยกระตุ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด แต่มูลนิธิฯ ยังมีความเชื่อและยึดมั่นว่าการเปลี่ยนแปลง และการขับเคลื่อนทางสังคมจะฝ่าฟันไปได้ด้วยพลังการรวมกลุ่มของเจ้าของปัญหา เช่น การร่วมผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ (ภาคประชาชน)ให้สำเร็จ เป็นต้น” นางสาวอังคณา กล่าว
นายสมปอง บัวทอง แกนนำเครือข่ายชุมชน กล่าวว่า ตนก็เป็นคนที่เคยผิดพลาด เคยเดินหลงทางมาก่อน แต่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเอง และก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำชุมชนทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลจนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนและชุมชนอย่างแท้จริง เปลี่ยนภาพสังคมชายเป็นใหญ่ ดื่มเหล้า ใช้อำนาจ ใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัว หันมาเคารพสิทธิความเท่าเทียมของชายหญิง เห็นคุณค่าของคนในครอบครัว ช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้าน รับฟัง และใช้การพูดคุยแทนการใช้อำนาจหรือความรุนแรง เมื่อคนในครอบครัวเปลี่ยน ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้น และเมื่อหลายครอบครัวเปลี่ยน ชุมชนก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย ที่เห็นชัดคือคนลด ละ เลิกดื่มสุราได้ มีเงินเหลือมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น สามารถทำงานสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และขยายตัวไปยังหลายๆ ครอบครัว หลายๆ ชุมชน หลายๆ จังหวัด ตลอด 15 ปีที่ผ่านมานี้ นี่คือคุณค่าที่สำคัญในการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เราทุกคนในฐานะเครือข่ายชุมชนจะต้องช่วยกันสานต่อเพื่อสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลดความรุนแรง และสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
“ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนคนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งต่อไปถึงครอบครัว และขยายออกไปสู่ชุมชน และสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือ มูลนิธิฯไม่ได้ทำให้คนในชุมชนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่ได้เปิดโอกาสให้คนเหล่านั้น ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง และกลายเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้อื่น จากคนที่เคยผิดพลาด เคยหลงทางในชีวิต วันนี้หลายคนได้ก้าวขึ้นมาเป็น คนต้นแบบ เป็นแกนนำ และเป็นพลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนของตนเอง แต่สิ่งที่พวกเราห่วงมากๆตอนนี้คือความพยายามของฝ่ายการเมืองในการแก้กฎหมาย สสส. เพื่อยกเลิกภาษีบาป ให้ไปใช้ระบบงบประมาณปกติ
นอกจากจะคืนเงินให้นายทุนเหล้าบุหรี่แล้วยังเสี่ยงที่จะทำให้งานที่ทำอยู่สะดุดและอ่อนแอลงไปในที่สุด เพราะงานของ สสส. ต้องอาศัยความต่อเนื่อง บางคนกว่าจะเปลี่ยนตัวเองได้ใช้เวลาไม่น้อย ยิ่งเมื่อเป็นผู้รอดแล้วสามารถไปช่วยคนอื่นได้ยิ่งต้องใช้เวลาและมีความต่อเนื่อง บางรายใช้เวลากว่า 2 ปี 5 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งไม่ใช่งานง่ายๆเลย จึงอยากให้รัฐบาลทบทวน ยุติการแก้ไขกฎหมาย สสส.” นายสมปอง กล่าว