รมช.ศธ.ขอ 7 วันร่าง MOU สมานร้าว "พุทธิรังสีฯ-แตงโม ยูไนเต็ด"
13 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

รมช.ศธ.ปิดห้องเคลียร์ปมขัดแย้ง "รร.พุทธิรังสีฯ-แตงโม ยูไนเต็ด" ขอเวลา 7 วัน ร่าง MOU ใหม่ ย้ำยึดประโยชน์นักเรียนเป็นหลัก
ข่าว
13 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

รมช.ศธ.ปิดห้องเคลียร์ปมขัดแย้ง "รร.พุทธิรังสีฯ-แตงโม ยูไนเต็ด" ขอเวลา 7 วัน ร่าง MOU ใหม่ ย้ำยึดประโยชน์นักเรียนเป็นหลัก
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ, ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อดูปัญหาและข้อเท็เท็จจริง กรณีโรงเรียนประกาศยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หรือ “แตงโม ยูไนเต็ด” ซึ่งมีนายสกล เกลี้ยงประเสริฐ เป็นผู้ดูแล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาถึง ได้แยกห้องพูดคุย และรับฟังความเห็นทั้ง 2 ฝ่าย เริ่มจากกลุ่มผู้ปกครอง และตัวแทนชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หลังจากนั้นได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากคุณครู และบุคลากรของโรงเรียน
โดยบางช่วงตัวแทนชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ให้ข้อมูลเล่าความเป็นมา ตั้งแต่อาจารย์สกล ออกจาก โรงเรียนหมอนทองวิทยา และไม่อยากให้ไปจากจังหวัด เนื่องจากต้องการให้สร้างชื่อเสียงต่อไป จึงประสานมาโรงเรียนดังกล่าว แต่ที่ผ่านมามีปัญหาหลายเรื่อง จนเกิดเหตุการณ์วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้มีการยื่นเรื่องสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา (สพม.6) จนมีคำสั่งให้ย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนไปช่วยราชการ ก่อนผู้อำนวยการโรงเรียนอุทธรณ์คำสั่ง และกลับมาดำรงตำแหน่ง แต่ผู้ปกครอง และชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูลร้องคัดค้านคำสั่งอีกครั้ง เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และวันที่ 8-9 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการออกแถลงการณ์ยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หรือ “แตงโม ยูไนเต็ด” ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการพูดคุยกัน แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงต้องการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนออกจากพื้นที่ก่อน เพราะเกรงจะมีความรุนแรง
ขณะที่ ตัวแทนผู้ปกครอง คาดหวังให้นักเรียนและนักกีฬาฟุตบอลในโรงเรียนแห่งนี้ เดินไปด้วยกันได้ ให้ลูก ๆ ได้เรียนที่นี่และเป็นนักกีฬาฟุตบอลที่นี่ แต่ผู้ปกครองทุกคน ก็รู้สึกอึดอัด
ด้าน ตัวแทนครูโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล สะท้อนว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ปรึกษาเรื่องที่ชมรมฟุตบอลจะเข้ามาโดยผ่านมา พบว่า มีความมั่นใจสูงทั้งนักกีฬา และผู้ฝึกสอน เมื่อโรงเรียนพูดอะไรจะไม่ฟัง ซึ่งโรงเรียนมีนักเรียนกว่า 800 กว่าคน และนักกีฬาฟุตบอล 160 คน ซึ่ง 700 คน สะท้อนว่า มีการแย่งพื้นที่ และมีการเขม่นกัน และยังสะท้อนในการรับนักเรียน ที่ต้องมีการพิจารณาคะแนนให้ตรงกับแผนการสอน และการย้ายนักเรียนระหว่างเทอม ต้องมีผลการเรียน แต่บางโรงเรียร ไม่ได้เรียนตามแผนของโรงเรียน และย้ายมาหลังสอบกลางภาคเสร็จ ทำให้ผลการเรียนบางรายวิชาไม่มี ซึ่งในเมื่อเด็กสามารถเรียนที่เดิม เมื่อจบภาคเรียนค่อยเทียบโอนจะดีกว่าหรือไม่ รวมถึงโรงเรียนยังไม่ตอบรับการย้ายนักเรียน แต่อีกฝ่ายกลับทำหนังสือส่งตัวพร้อมคะแนนและเวลาเรียนมาแล้ว ซึ่งแม้จะมีการโทรแจ้งโรงเรียนต้นทาง แต่ได้รับคำตอบว่า ทางชมรมบังคับให้เด็กมา เพื่อให้ลงแข่งขันได้ทัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการพูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย โดยใช้เวลารวมกว่า 3 ชั่วโมง ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า หลังจากพูดคุยทั้ง 2 ฝ่าย สิ่งสำคัญจะต้องเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ ตนไม่มีคำตอบที่ทุกคนจะยินดีทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น จะต้องถอยคนละก้าว โดยย้ำว่า จะให้ความสำคัญเรื่องเด็กเป็นอันดับแรก ส่วนในอนาคตตนจะนำเรื่องกลับไปที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยขอเวลาจากทั้ง 2 ฝ่ายประมาณ 7 วัน ซึ่งอาจมีการร่าง MOU ฉบับใหม่ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่อไป และจะต้องเรียกทั้ง 2 ฝ่าย มาพูดคุยกันอีกครั้ง ดังนั้น ภายในหนึ่งสัปดาห์ จะมีการมาพูดคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งคาดว่า จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนบน MOU ฉบับใหม่
ส่วนความเห็นขัดแย้งของทั้ง2 ฝ่าย การร่าง MOU ใหม่จะช่วยยุติเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้จริงหรือไม่นั้น นายอัครนันท์ ย้ำว่า จะมีการตรวจสอบในเรื่องนี้ เนื่องจากต่างคนต่างมีความคิด และมุมมองของตนเอง ซึ่งต้องขอให้ทุกคนใจเย็น นำเอกสารมาพิจารณาและมาพูดคุยกันบนอารมณ์ที่ปกติ ซึ่งเข้าใจได้ว่า แต่ละฝ่ายต่างมีอารมณ์ร่วม และมีความไม่เข้าใจกัน ในฐานะคนกลางจะพยายามทำให้ดีที่สุด
"ถ้าวันนี้ทุกคนมองเด็กเป็นที่ตั้ง จะมีคำตอบของตัวมันเอง แต่หากทุกคนยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่มีทางจะมีคำตอบแน่นอน ต่อให้กระทรวงมา 10 กระทรวง หรือลงมากันทุกคน แต่ยังยึดมั่นถือมั่นถืออัตตาของตัวเอง ไม่มีทางจบ ดังนั้น ทุกคนต้องยอมเพื่อให้เด็กเป็นเป้าหมายสุดท้าย เพื่อให้การมาของตนในวันนี้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับเด็กมากที่สุด" นายอัครนันท์ กล่าว
ส่วนช่วง 7 วันนี้ จะต้องมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ในโรงเรียนอย่างไรหรือไม่นั้น นายอัครนันท์ ย้ำว่า หากทั้ง 2 ฝ่ายคิดถึงเด็ก ทุกคนจะมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะดำเนินกิจการ โดยเฉพาะโรงเรียน เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ควรทำกิจการใดที่เป็นอันตราย และส่งผลกระทบต่อเด็ก หาก 2 ฝ่ายรักเด็ก และลูกหลาน อยากให้มีโอกาสทางการศึกษา และมีกิจกรรมการเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล ทุกคนต้องมีสติมาก ๆ ในการทำกิจกรรมช่วงนี้