นายโสภณ กล่าวต่อว่า ตนหวังดีต่อสภาและต้องการสร้างภาพพจน์ที่ดีของสภาในสายตาประชาชน โดยในวันเจรจายังยืนยันว่า หากเป็นน้ำสาบานก็กล้าดื่ม เพื่อแสดงความจริงใจว่าต้องการทำให้สภามีภาพลักษณ์ที่ดี แต่หลังจากนั้นกลับมีการกล่าวหาว่าตนเป็นขี้ข้ารัฐบาล และทำให้สภาตกต่ำ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่รุนแรงเกินเหตุและรับไม่ได้
ส่วนกรณีการออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการ 35 คณะ นายโสภณ ชี้แจงว่า ที่มาของเรื่องเกิดจากมีผู้ร้องเรียนว่า การทำงานของกรรมาธิการมีความซ้ำซ้อน โดยที่ผ่านมา มีทั้งกรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญ และคณะอนุกรรมาธิการจำนวนมาก รวมแล้วเป็นร้อยคณะ อีกทั้งยังมีการเชิญข้าราชการและบุคคลจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงวุฒิสภาเข้าร่วมประชุม ส่งผลให้ข้าราชการแทบไม่มีเวลาปฏิบัติงาน
นอกจากนี้ ยังมีผู้ร้องเรียนว่า ประธานกรรมาธิการใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงเรียกประชุมเพื่อหารือแนวทางปฏิบัติ โดยยกหลักการเดียวกับกรณีการพิจารณาว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินหรือไม่ ซึ่งจะมีการประชุมคณะประธานกรรมาธิการเพื่อหาข้อสรุป ในการประชุมครั้งนั้นทุกฝ่ายได้นำความเห็นมาเสนอ และเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับ โดยตนเคยเป็นประธานกรรมาธิการมาแล้ว 2 สมัย จึงทราบว่าเวลาจะนำเรื่องใดมาศึกษาหรือพิจารณา จะต้องถามในที่ประชุมว่าจะเชิญใครหรือพิจารณาเรื่องใดในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งต้องเป็นมติของที่ประชุม สุดท้ายจึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภาไปตรวจสอบข้อบังคับและแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดความร่วมมือในการเชิญบุคคลต่างๆ ก่อนที่ฝ่ายปฏิบัติจะจัดทำร่างระเบียบเสนอมาให้พิจารณา ซึ่งตนได้ลงนามเห็นชอบตามที่ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายเลขาธิการสภาเสนอ
นายโสภณ ยืนยันว่า การออกระเบียบดังกล่าวไม่ได้เป็นการปิดปากการตรวจสอบ พร้อมตั้งคำถามว่า หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริง เหตุใดฝ่ายค้านซึ่งไม่ได้เป็นประธานกรรมาธิการ จึงจะไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยย้ำว่า ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะต้องอยู่ที่มติ แต่ต้องมีการหารือร่วมกันด้วย
นายโสภณ กล่าวว่า หากตนทำผิดกฎหมายก็สามารถร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ได้ หากทำผิดจริยธรรมก็สามารถร้องเรียนตามกระบวนการจริยธรรมได้ เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดทำผิดก็ต้องเข้าสู่ช่องทางดังกล่าว เพราะประเทศปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ต้องใช้ระเบียบและกฎหมายในการปฏิบัติงานและบังคับใช้กับทุกฝ่าย
ตั้งคำถามถึงฝ่ายที่กล่าวหาว่าตนไม่เคารพกติกา ว่า ฝ่ายใดกันแน่ที่ไม่เคารพกติกา และหากเห็นว่าตนทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการอยู่แล้ว โดยในฐานะประธานสภา เมื่อเห็นว่ามีปัญหาเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกติกา ก็ต้องออกกติกาให้ชัดเจน ส่วนใครฝ่าฝืนก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้
นายโสภณ กล่าวถึงบทบาทของสื่อมวลชนว่า สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชน โดยต้องการให้พิจารณาว่าจะนำเสนอข้อเท็จจริง หรือเลือกนำเสนอเพื่อความสะใจจากสิ่งที่ไม่ชอบ พร้อมย้ำว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเรื่องดังกล่าว
เมื่อถูกถามว่า จะสร้างความเข้าใจให้ประชาชนที่อาจได้รับข้อมูลจากฝ่ายค้านอย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่สื่อและการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยตนได้ยกตัวอย่างการเจรจาให้เห็นแล้วว่า ฝ่ายค้านเป็นผู้ขอให้ตนไปต่อรอง และตนก็ได้ดำเนินการตามที่ร้องขอ แต่กลับถูกกล่าวหาว่ารับใช้รัฐบาล ยื้อการอภิปราย และใช้วิชามารขัดขวางการอภิปราย ทั้งที่ไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลงกันไม่ได้
นายโสภณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารู้สึกผิดหวังมานานแล้ว และบางเรื่องรู้สึกเหมือนถูกบูลลี่และด้อยค่า โดยมีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่กล่าวหาตนอย่างรุนแรง ซึ่งยังเก็บเป็นความลับไว้ เพราะหากนำออกมาพูดอาจทำให้บุคคลดังกล่าวเสียหายมากกว่านี้ พร้อมเตือนว่าอย่าดูถูกคนอื่น หรือคิดว่าตนเองถูกต้องและยุติธรรมอยู่ฝ่ายเดียว เพราะการจะดีหรือชั่วไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำ
ทั้งนี้ ยืนยันว่าตนรักบ้านเมือง รักประชาชน และรักประเทศไทย พร้อมระบุว่า จนถึงวันนี้ยังไม่มีคดีความ แม้จะเคยผ่านการทำงานในกระทรวงใหญ่ๆ มาแล้ว หากมีผู้กล่าวหาตนในเรื่องที่ไม่ตรงกับความจริง ก็จะดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย แม้ที่ผ่านมาไม่เคยเป็นนักค้าความและไม่เคยขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ครั้งนี้ก็ไม่แน่ว่าอาจต้องดำเนินการ
เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การออกระเบียบอาจขัดรัฐธรรมนูญ นายโสภณ กล่าวว่า หากเห็นว่าตนทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนได้เลย ไม่จำเป็นต้องพูดกล่าวหาผ่านสื่อ พร้อมย้ำว่า อีกฝ่ายได้ล้ำเส้นตนแล้ว และหากเห็นว่าทำผิดก็สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการ
ส่วนข้อฝากถึงฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และผู้ปฏิบัติงาน นายโสภณ กล่าวว่า ไม่ได้มีอะไรฝากเป็นพิเศษ ทุกคนต่างต้องทำหน้าที่ของตนเอง โดยฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ ใครปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดก็ถือว่าผิด และมีช่องทางดำเนินการอยู่แล้ว
พร้อมย้ำว่า ไม่ควรใช้เวทีการเมืองสร้างความเกลียดชังให้กับเยาวชน เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อคนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะการใช้คำหยาบคาย เหยียดหยาม และเสียดสี ในการพูดถึงการเมือง ซึ่งไม่มีประโยชน์และไม่สามารถสร้างน้ำหนักให้คนเชื่อถือได้ โดยเห็นว่าควรนำเสนอข้อเท็จจริงและปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มากกว่าการใช้วาทกรรมเพื่อสร้างความขัดแย้ง