นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์ มีการพูดถึงเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบว่า ควรเริ่มกองทุนเพิ่มเติมจากภาษีบาป ซึ่งตัวแทนฝ่ายธุรกิจระบุว่าได้จัดสรรให้รัฐบาลแล้ว 10% ที่กระจายไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ในการรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพระดับพื้นที่ หรือเยียวยา ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเลย แต่กลับเอาไปใช้ตามใจ นี่เป็นบทเรียนว่าหากเงิน สสส. ถูกดึงเข้าไปส่วนกลางแล้ว โอกาสที่จะใช้ทำงานสร้างเสริมสุขภาพแทบจะไม่เกิดขึ้นแล้ว แต่จะถูกใช้ไปในวาระอื่นเหมือนกัน ดังนั้นในฐานะที่ตนทำงานภาคประชาสังคม และเคยร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพกองทุนหมุนเวียนทางสภา ในชุดกรรมาธิการการมีส่วนร่วม ยืนยันตรงกันว่า ระบบราชการแบบรวมศูนย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อนได้โดยลำพัง แต่การมีสสส. มีโครงการจำนวนมากที่ทำกับพื้นที่ที่รัฐเอื้อไม่ถึงทำให้ผ่านวิกฤตหลายครั้งได้ จึงไม่ควรตัดกลไกภาคประชาสังคมออกจากสมการการเปลี่ยนแปลงทางเมืองใดๆ รัฐบาลที่ดีต้องฉลาด และส่งเสริมให้ประชาชนเข้มแข็งลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
“ผมอยากเรียกร้องไปยังท่านนายกฯ อนุทิน โปรดกลับมาตรงจุดเดิมที่ท่านมีจิตวิญญาณในการปกป้องชีวิตทุกคน อันนั้นเป็นเจตจำนงที่ดีของท่าน ด้วยการยุติความพยายามจะไล่รื้อ ถอนกลไกเสริมสร้างสุขภาพของประชาชน หันมาร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ” นายวิษณุ กล่าว
น.ส.รสิตา ซุ่ยยัง ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ระนอง กล่าวว่า เราเป็นกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีสื่อสนใจ มีเพียง ไทยพีบีเอสที่ลงพื้นที่และอบรมการเป็นนักข่าวพลเมืองเพื่อให้เจ้าของปัญหาในพื้นที่สามารถสื่อสาร จนสามารถทำข่าวสื่อสาร ประสานงานจนได้วัคซีนป้องกันโควิดมาให้กับกลุ่มคนไร้รัฐในพื้นที่ที่เข้าไม่ถึงวัคซีน สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ สิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหาขยะ เรียกว่าวันนี้พยายามช่วยงานของรัฐ อะไรที่ขาดตกบกพร่องรัฐเข้าไม่ถึงเราก็พยายามเป็นตัวต่อให้ แต่ไม่เข้าใจว่าวันนี้นายอนุทินในฐานะที่เป็นนักการเมือง เป็นนายกฯ ต้องการอะไร กลัวการที่ชาวบ้านในพื้นที่จะมีปากมีเสียงที่จะพูด กลัวว่าเขาจะเจอปัญหาของพวกคุณหรือไม่ ทั้งๆ ที่เงินภาษีนี้ก็ไม่ใช่ของคุณ แต่เป็นภาษีบาปที่นำมาใช้ทำงานในพื้นที่ อย่าตัดตอนตรงนี้ เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลของคุณไม่เห็นคุณค่า สิทธิ ความเป็นมนุษย์ของคนในพื้นที่เลย และเราไม่สามารถไว้วางใจให้คุณแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ได้ ควรที่จะคงเอาไว้ ทั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกมาเตือนคุณว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับนี้ หากยังไม่ถอนออกก็จะยกระดับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของเราต่อไปในอนาคตเช่นกัน
นางศิรวีย์ ทิพย์วงศ์ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การรวบอำนาจของหน่วยงานรัฐ การเมืองเข้ามาล้วงลูกในองค์การมหาชน กระทบสิทธิประชาชนจากแน่นอน เพราะทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชน เกิดการแทรกแซง การแต่งตั้งคนไม่ได้เป็นไปตามความรู้ความสามารถ แต่การเมืองส่งคนตัวเองมาแทนทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ การทำงานมักจะมุ่งผลกระโยชน์ระสะสั้นของฝ่ายการเมือง แทนประโยชน์ระยะยาวของประเทศ เกิดการทุจริต ใช้ทรัพยากรเสริมอิทธิพลการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อนเยอะ การตรวจสอบทำได้ยาก พอเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนทำให้งานไม่ต่อเนื่อง เกิดการสูญเสียงบฯ และสิ้นเปลืองทรัพยากร ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มองว่า องค์การมหาชนจะเป็นเครื่งอมือฝ่ายการเมือง ไม่ใช้หน่วยงานที่ไว้ใจได้ เหมือนกับองคกรอิสระที่เป็นข่าวอยู่ การทำงานขององค์การมหาชนทำงานได้ยากขึ้น ทำให้การพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง วางแผนระยะยาวไม่ได้ เกิดผลเสียกับประชาชน
ทั้งนี้ การลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการ มอบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง สร้างความเสียหายและสร้างการถดถอย ซึ่งการรวมศูนย์อำนาจมีหลายรูปแบบเช่น การออกกฎหมายการใช้อำนาจในด้านต่างๆเพื่อมาควบคุม การรวมศูนย์การตัดสินใจที่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางหรือการบังคับใช้กฎหมาย จากบนลงล่าง ทำให้การตัดสินใจขาดความรอบรู้และไม่ตอบโจทย์ประชาชน นโยบายผิดเป้าหมายไม่ตรงกับความต้องการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน มีความล่าช้าในการแก้ปัญหาและตรวจสอบได้ยากบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ
นายเจกพันธ์ พรมมงคล ฝ่ายเลขาสภาประชาชน เป็นผู้อ่านมติของสภาประชาชนในวันนี้ ดังนี้ 1.รัฐบาลต้องเคารพหลักการองค์กรสาธารณะ ความอิสระ 2.ขอให้มีการถอนร่างกฎหมายทั้งสี่ฉบับ หรือนายกฯ พิจารณาไม่รับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพ และการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันที่ดีด้านการได้รับบริการสาธารณะจากสื่อสาธารณะ 3. กฎหมายต้องคงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน พัฒนากองทุน โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ทันสมัย 4. ให้คงมีการจัดสรรเงินอุดหนุนทางตรง Earmarked Tax ต่อไป เพื่อเป็นหลักประกันความอิสระของสื่อสาธารณะ และความต่อเนื่องของการทำงาน 5.ขอให้รัฐบาลใช้กลไกหรือกฎหมายปกติที่มีอยู่ ในการกำกับดูแล การตรวจสอบ เพื่อให้การใช้งบฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ และ 6.รัฐบาลควรให้ความสำคัญของการสร้างกฎหมายกระจายอำนาจ ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถพัฒนาตนเองได้
“สภาประชาชนยืนยันหลักการว่า ทรัพยากรสาธารณะต้องบริหารเพื่อประโยชน์ของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทางการเมือง” นายเจกพันธ์ กล่าว