แจงมติ กกต.ไม่เรียกหลักฐาน DSI เหตุไร้เส้นเงิน-โทรศัพท์ฮั้ว สว.
04 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

วงใน กกต.แจงมติเสียงข้างมาก กกต.ไม่เรียกสำนวน-หลักฐานจาก DSI เพราะมีเพียงหนังสือแจ้งคดี–ไร้ “เส้นเงิน-เส้นโทรศัพท์” ฮั้ว สว.
ข่าว
04 ต.ค. 2569 | katchatapong_lee

วงใน กกต.แจงมติเสียงข้างมาก กกต.ไม่เรียกสำนวน-หลักฐานจาก DSI เพราะมีเพียงหนังสือแจ้งคดี–ไร้ “เส้นเงิน-เส้นโทรศัพท์” ฮั้ว สว.
รายงานข่าวจาก กกต. ชี้แจงกรณีที่จะมี สว.ส่วนหนึ่งกำลังรวบรวมข้อมูล และล่ารายชื่อ สว. เพื่อยื่นให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม กกต. พิจารณาวินิจฉัยลงมติ และเหตุผลในสำนวนคดีฮั้ว สว. ในเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา หลัง สว.บางส่วนมองว่าการร่วมงานดังกล่าวของนายสิทธิโชติเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ว่า กรณีที่นายสิทธิโชติ กล่าวตอนหนึ่งในเวทีข้างต้นว่า สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก 4:3 ไม่รับพิจารณาเรื่องเส้นเงินคดีโกงเลือก สว. จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI มีข้อเท็จจริงว่า เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จต้องส่งกลับ กกต. ทันที แต่ระหว่างการพิจารณา DSI มีหนังสือแจ้งว่า ทำสำนวนคดีฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งเส้นเงินและเส้นโทรศัพท์เกี่ยวพันกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาคดี สว. 8 คน หาก กกต. สนใจอยากได้พยานหลักฐานเหล่านี้ ขอให้มีมติแจ้งไป DSI จะได้จัดทำสำเนาส่งให้ ตรงนี้คือที่มาของมติ 4 : 3 ว่า ไม่รับพิจารณาเส้นเงินนั้น
แหล่งข่าว กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือวันที่ 17 มีนาคม 2568 พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ส่งหนังสือด่วนที่สุดที่ ยธ 0824/147 เรื่องขอแจ้งการรับคดีพิเศษที่ 24/2568 เเละส่งพยานหลักฐานตามมาตรา 4 และมาตรา 49 แห่งพรป.กกต. 2560 หนังสือด่วนที่สุดดังกล่าวมีจำนวน 5 แผ่น “โดยไม่มีเส้นเงินเเละเส้นโทรศัพท์ใดๆแนบประกอบ“
หนังสือฉบับนี้ส่งถึงเลขาธิการ กกต.ใจความหลักว่า คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเสียงข้างมากว่า เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ปรากฏการกระทำผิดฐานฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 เเละกฎหมายอื่นมีมูลค่า 300 ล้านบาทขึ้นไป และการแสวงหาข้อเท็จจริง และหลักฐานสรุปเบื้องต้นมีมูลเชื่อได้ว่า “การเลือก สว.ระดับประเทศ มีหลักฐาน คือ โพยฮั้วสว.ให้เลือกหมายเลขระดับประเทศชุด A และชุด B” จำนวน 140 คนรวม 20 กลุ่ม
แหล่งข่าว กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวระบุว่า คือสว.ปัจจุบัน 138 คน สว.สำรอง 2 คน ที่เชื่อว่า เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง DSI จึงขอแจ้งการรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงาน กกต.เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 77 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 4 และมาตรา 49 และให้ กกต.ประสาน กับนายเอกรินทร์ ดอนดง ผอ.ส่วนวิจัยและะพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ DSI ในฐานะเลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568
แหล่งข่าว กล่าวว่า จากนั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2568 อธิบดีDSI ส่งหนังสือด่วนที่สุด (ที่ ยธ 0825/4139) จำนวน 1 แผ่น ถึงประธาน กกต. เรื่องแจ้งความปรากฏเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เพิ่มเติมอ้างถึงหนังสือDSI ลับ ด่วนที่สุดที่ ยธ 0824/147 โดยระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง DSI ได้แจ้งการรับคดีพิเศษ กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคล หรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดตาม มาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่น ๆ เป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมส่งข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายัง กกต. เพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา77 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 4 และมาตรา 49
แหล่งข่าว กล่าวว่า SDI ขอแจ้งความคืบหน้าว่า ได้ร่วมกันแจ้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน และอั้งยี่ เพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต. หาก กกต.จะเรียกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวไปดำเนินการ ขอให้ดำเนินการก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะแจ้งข้อกล่าวหา ก่อนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา
แหล่งข่าวกล่าวว่า อธิบดี DSI ยังมีหนังสือด่วนที่สุดอีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2568 (ที่ ยธ 0825/4138) จำนวน 1 แผ่น ถึงประธาน กกต. เรื่องขอสำเนาเอกสารคดีเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยอ้างถึงกรณี DSI ประสานขอความร่วมมือ เพื่อสอบสวนปากคำประธานคณะกรรมการสืบสวนเเละไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่26 (ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.) กรณีมีมติแจ้งข้อกล่าวหาในสำนวนการไต่สวน กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต.ว่า ผู้มีสิทธิเลือก สว.กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพื่อประกอบการสอบสวนของ DSI
โดย DSI และพนักงานอัยการ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่ จึงขอความอนุเคราะห์เพื่อขอสำเนาสำนวนการไต่สวนของคณะที่ 26 ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2568
จากนั้น คณะกรรมการ กกต.ได้ประชุมคณะกรรมการ กกต.ครั้งที่ 4/2569 วันที่ 12 มกราคม 2569 วาระที่ 5 เรื่อง DSI แจ้งความปรากฏเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เพิ่มเติม และขอสำเนาเอกสารคดี เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยมติที่ประชุม คือ 1.กรณีหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอที่ ยธ 0825/4139 มติที่ประชุม 4:3 ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสำนักงาน กกต.ที่เสนอให้แจ้ง DSI จัดส่งสำเนาเอกสารฯตามสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 มาเพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต.ตามมาตรา 24(1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. 2.กรณีหนังสือด่วนที่สุดของ DSI ที่ ยธ 0825/4138 มติที่ประชุมเอกฉันท์ ไม่ส่งสำเนาสำนวนไต่สวนฯ ของคณะที่ 26 ให้ DSI
แหล่งข่าว กล่าวว่า โดยการประชุมคณะกรรมการ กกต.ในวันดังกล่าว พบว่า นายสิทธิโชติ กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมช่วงท้ายของวาระนี้ กรณีหนังสือของดีเอสไอสองฉบับข้างต้นว่า 1.กรณี DSI มีหนังสือถึง กกต. และแจ้งว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นทางการเงินของคดีการฮ้้ว สว.ที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยสอบถามว่า หาก กกต.มีความสนใจในข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานได้ เพื่อมาวิเคราะห์เบื้องต้น สำนักงาน กกต.เป็นหน่วยงานธุรการ มีภารกิจจัดทำความเห็นต่อ กกต.ว่า พยานหลักฐานที่ได้รับแจ้งมานั้น มีความเกี่ยวข้องเพียงพอ ที่จะนำเข้าสำนวน ควรดำเนินการตามกระบวนการใดหรือไม่ ไม่ได้ขอให้มีการสั่งสอบเพิ่มแต่อย่างใด เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการเรียกพยานหลักฐานมา เนื่องจาก สำนักงาน กกต.ไม่มีอำนาจเรียกด้วยตัวเอง จึงอาศัยอำนาจของ กกต.โดยเสนอว่า มีข้อมูลดังกล่าว และะขอให้ กกต. เรียกพยานหลักฐานมาให้สำนักงาน กกต.ประมวลว่า สมควรดำเนินการลักษณะใด เป็นการเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาของ กกต.เท่านั้น และ 2. เหตุใดจึงไม่ให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด หรือโต้แย้งคณะที่ 36 เป็นผู้แจ้งขอผ่านเลขาธิการ กกต.แต่คณะที่ 26 และคณะที่ 36 ไม่ได้รับหนังสือจาก DSI ผู้ที่ได้รับหนังสือ คือ เลขาธิการ กกต.ในฐานะฝ่ายธุรการ ที่ต้องนำเรื่องเสนอต่อ กกต.พิจารณา เป็นการดำเนินการเชิงรุก แต่เนื่องจาก ไม่สามารถเรียกพยานหลักฐานได้เอง จึงต้องอาศัยอำนาจ กกต.เรียกพยานหลักฐาน และนำมาประมวล ก่อนเสนอให้ กกต.พิจารณา ไม่ใช่เป็นกรณีการสอบเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น
แหล่งข่าว ระบุว่า หากพิจารณาหนังสือด่วนที่สุดของ DSI ส่งถึง ประธาน กกต.และเลขาธิการ กกต.ในข้างต้น พบว่า พยานหลักฐานตามหนังสือข้างต้นของ DSI ค่อนข้างเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานสำคัญ คือ เส้นเงิน และเส้นโทรศัพท์แสดงประกอบให้ กกต.พิจารณา และย้อนแย้งกับสิ่งที่นายสิทธิโชติ ชี้แจงกับสังคมในบางประเด็น เช่น นายสิทธิโชติ ลงมติเห็นชอบร่วมกับกกต.อีก 6 ราย ซึ่งเป็นมติเอกฉันท์ ไม่ส่งสำเนาการสอบไต่ฯ คณะที่ 26 ให้ DSI อีกทั้งยัง DSI ยังระบุว่า DSI ขอแจ้งความคืบหน้าว่า ได้ร่วมกันแจ้งข้อหาผู้ต้องหา จำนวน 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน และอั้งยี่นั้น แต่หากพิจารณาการสั่งฟ้องผู้กระทำผิดการคดีฮั้ว สว. ตามที่ กกต.มีมติวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา คือ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2567 โดยเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 รายนั้น จะพบความแตกต่างที่ชัดขึ้นในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ ระหว่าง กกต. กับ DSI
แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า อีกทั้งหนังสือ 2 ฉบับของ DSI ที่ส่งถึงประธาน กกต.ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นั้น มีข้อสังเกตว่า โดยสถานะทางกฎหมาย และอำนาจหน้าที่คดีฮั้ว สว. กกต. คือเจ้าภาพหลัก DSI เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน กกต.คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ DSI คือหน่วยงานรัฐ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่มีรัฐมนตรี เป็นข้าราชการการเมืองกำกับดูแล แต่ DSI เเจ้ง กกต.ว่า หาก กกต.จะเรียกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการ คือข้อมูลผู้ต้องหา 8 ราย (หนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/4139 ให้แจ้งดีเอสไอก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำหรับเหตุผลที่ DSI ต้องขอสำนวนการสอบสวนของ กกต.ของคณะที่ 26 ไปประกอบการฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย โดย DSI ไม่บรรยายพฤติกรรม หรืออธิบายว่า 8 รายนั้น มีความผิดเช่นใดตามที่ DSI ตรวจสอบพบ เพื่อให้ กกต.รับทราบความคืบหน้า และใช้ประกอบการพิจารณาตามคำขอของ DSI ตรงนี้ จึงขอให้สังคมไตร่ตรองด้วย