วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพ น้ำเน่าระบายช้า รัฐบาลสอบตกเตือนภัย
30 ก.ย. 2569 | titayu_pur

“น้ำท่วม 69” ไม่ได้ทุกข์แค่คน กทม.และ จังหวัดประสบภัย แต่ยังระทมถึง “รัฐบาลอนุทิน” พาคะแนนนิยมดิ่งหนัก ปัญหาเก่ายังเลวร้าย ปัญหาใหม่ซ้ำเติม
ข่าว
30 ก.ย. 2569 | titayu_pur

“น้ำท่วม 69” ไม่ได้ทุกข์แค่คน กทม.และ จังหวัดประสบภัย แต่ยังระทมถึง “รัฐบาลอนุทิน” พาคะแนนนิยมดิ่งหนัก ปัญหาเก่ายังเลวร้าย ปัญหาใหม่ซ้ำเติม
KEY
POINTS
30 กันยายน 2569 สถานการณ์อุทกภัยที่ประชาชนในพื้น กทม.และอีกหลายจังหวัด กำลังเผชิญขณะนี้ยังคงพบว่า ตลอด 4 วันที่ผ่านมา การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลขาดแผนเผชิญเหตุ ไร้ศูนย์บัญชาการสั่งการข้ามกระทรวง และการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย ซ้ำร้ายยังเผชิญปัญหา เตือนภัยน้ำท่วม ล้มเหลวจากการสื่อสารไร้พิกัดชัดเจน ปล่อยน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนซ้ำเติม จนสถานการณ์ น้ำท่วมกรุงเทพ และพื้นที่รอยต่อเข้าสู่วิกฤตรุนแรง
แต่หากจะมองในภาพกว้าง น้ำท่วมรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงความทุกข์ของคนเมือง และจังหวัดที่ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นปัญหาทางการเมืองตามมาด้วย
เพราะแน่นอนว่า ย่อมกระทบต่อความนิยมของรัฐบาล เนื่องจากประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเหมือน ปัญหาเก่ายังเลวร้าย ปัญหาใหม่ซ้ำเติม
1. การแจ้งเตือนไม่ชัดเจนและล่าช้า
2. มีรัฐมนตรีให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ทำให้ประชาชนป้องกันตนเองไม่ทัน
3. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่อยู่ในประเทศ กลไกรัฐเกือบเป็นอัมพาต มีเพียงกรุงเทพมหานครที่เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่
4. เมื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกลับมา ได้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลงพื้นที่ที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังขาดแผนเผชิญเหตุและผู้รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง จำเป็นต้องใช้ฝ่ายการเมืองเนื่องจากต้องได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อสั่งการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน
5.การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อเผชิญสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วนฉุกเฉิน (ศอฉ.คค.) หรือ War Room ของกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นศูนย์กลางบัญชาการ ประสานข้อมูล และบูรณาการทรัพยากรของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม แต่เป็นเพียงกระทรวงเดียวที่มีรองปลัดกระทรวงเป็นผู้อำนวยการ
6.รัฐมนตรียังลงพื้นที่แบบกระจัดกระจาย แต่ละพรรคลงพื้นที่ฐานเสียงของตนเอง หรือพื้นที่ที่มีเครือข่าย จึงไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
จากปัญหาที่ปรากฏอยู่เดิม ผ่านมา 4 วัน มีปัญหาใหม่ตามมา ดังนี้
1. น้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่ กลายเป็นน้ำท่วมขังและเริ่มเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น
- แฟลตคลองจั่น
- เคหะร่มเกล้า
- ลาดกระบัง
- ตรอกซอกซอยในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะประเวศ สวนหลวง ใกล้กองขยะอ่อนนุช
- หมู่บ้านในปริมณฑลฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะหมู่บ้านเก่าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำ
2. การระบายน้ำทำได้ช้ามาก ทั้งที่มีอุโมงค์ยักษ์และเร่งระดมสูบน้ำ
- ประชาชนไม่เข้าใจว่าเหตุใดน้ำจึงไม่ลด ทั้งที่ฝนหยุดตกและมีแดดออกแล้ว
- การช่วยเหลือเข้าไม่ถึง
- หลายจุดไม่ได้อยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่อยู่บริเวณรอยต่อ ทำให้ตกสำรวจหรือเข้าถึงล่าช้า
- ยังไม่มีคำตอบเรื่องสาเหตุที่การระบายน้ำล่าช้า
3. น้ำเหนือเริ่มหลากและน้ำทะเลหนุนสูง ซ้ำเติมกรุงเทพมหานครและพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอยู่แล้ว
4. จังหวัดต่างๆ เริ่มเข้าสู่วิกฤต โดยเฉพาะภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และลุ่มน้ำท่าจีน แม่กลอง
5. รัฐมนตรีเปิดวิวาทะกับนักวิชาการและข้าราชการ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำเติม แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
6. การสื่อสารและแจ้งเตือนยังมีปัญหา
- กรมอุตุนิยมวิทยาหันมาใช้ศัพท์วัยรุ่นหรือศัพท์โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการตีโจทย์ผิด เพราะประชาชนต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย แม่นยำ และระบุพิกัดชัดเจน ไม่ใช่การเตือนในภาพกว้าง
- สิ่งที่ขาดคือการแจ้งเตือนระดับท้องถิ่น (Local Alert) ซึ่งต้องแปลงข้อมูลจากระดับชาติ (National Alert) ของกรมอุตุนิยมวิทยามาเป็นข้อมูลระดับพื้นที่ แต่ยังไม่ได้แก้ไขในจุดนี้
- ศูนย์บูรณาการข้อมูลข่าวสารยังไม่มี และไม่แยกย่อยตามความต้องการของประชาชน เช่น การแจ้งขออาหาร น้ำดื่ม การอพยพ (ควรมีศูนย์ย่อยกระจายตามพื้นที่) การสอบถามข้อมูลเยียวยา และการปรึกษาปัญหาทรัพย์สินเสียหาย